Showing posts with label อันตราย. Show all posts
Showing posts with label อันตราย. Show all posts

Friday, 12 August 2011

การเลือกใช้น้ำมันพืชเพื่อถนอมสุขภาพ ฉบับแม่บ้าน

การเลือกใช้น้ำมันพืชเพื่อถนอมสุขภาพฉบับแม่บ้าน 1 

โดย meepole

เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น เราก็ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นอกจากจะลดอาหารทอด หรืออาหารที่ปรุงมันๆ แล้ว เราก็ลองหันมาสนใจการเลือกใช้น้ำมันพืช ให้ปลอดภัย ห่างไกลโรค กันเถอะค่ะ

   เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น เราก็ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นอกจากจะลดอาหารทอด หรืออาหารที่ปรุงมันๆ แล้ว เราก็ลองหันมาสนใจการเลือกใช้น้ำมันพืช ให้ถนอมสุขภาพด้วย (ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงน้ำมันจากสัตว์) บางคนอาจคิดว่าขอให้เป็นน้ำมันพืชเถอะ ปลอดภัยทั้งนั้น จะดูที่ราคาเป็นหลัก อันนี้ถ้าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็อาจว่าถูกต้อง ถ้าคุณภาพมันไกล้เคียงกัน ก็ควรเลือกที่ถูกกว่า แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ หรือนักโภชนาการก็คงว่าไม่ไช่ แต่ที่จะเขียนนี้ จะเขียนในฐานะแม่บ้านที่จะออกไปเลือกซื้อน้ำมันพืชมาใช้ปรุงอาหารและจะให้ถนอมสุขภาพคนในบ้านด้วย ว่าควรเลือกอย่างไร ดังนั้นก็จะไม่อิงวิชาการให้ลึกมากถึงระดับโครงสร้างน้ำมัน แต่จะแบ่งแบบเข้าใจง่ายๆเป็นหลัก (ดังนั้นหากนักวิชาการเข้ามาอ่าน โปรดแปลงร่างเป็น แม่บ้าน พ่อบ้านก่อน นะคะ :)

ประเภทน้ำมันพืชที่ใช้ 
น้ำมันพืชที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน มี  2 ชนิด (แบ่งแบบเข้าใจง่ายๆ)  คือ

 1.น้ำมันพืชชนิดที่เมื่อนำไปแช่ตู้เย็นหรืออากาศเย็นจะเป็นไข  น้ำมันพืชชนิดนี้จะประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวผสมอยู่ในปริมาณมาก ได้แก่ น้ำมันปาล์มโอเลอิน น้ำมันมะพร้าว
ถ้ารับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เกิดการอุดตันของเส้นเลือด เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด

2.น้ำมันพืชชนิดที่ไม่เป็นไขในที่เย็น น้ำมันพืชชนิดนี้ ประกอบด้วย ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในปริมาณสูงที่สำคัญคือ (โอเมกา) Omega-3 และ Omega-6 เป็นกรดไขมันจำเป็น ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันฝ้าย
โอเมก้า 3  จะช่วยให้สมองและดวงตาทำงานได้ดี
โอเมก้า 6  จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
โอเมก้า 9  จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ 
ไขมันชนิดนี้เหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เพราะย่อยง่าย และช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจึงควรเลือกใช้น้ำมันชนิดนี้


ข้อเสียของน้ำมันชนิดนี้คือ สามารถแตกตัวให้สารโพลาร์ซึ่งทำให้น้ำมันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีกลิ่นเหม็นหืน ทำให้ทอดอาหารได้ไม่นาน จึงเหมาะกับที่จะใช้ผัดอาหารหรือทอดเนื้อชนิดบาง ๆ เช่นแฮม เบคอน หมูหั่นบางๆ


(อ่านเรื่องอันตรายสารโพลาร์ได้ ในเตือนอันตราย..ตอนที่สอง)

ถึงตรงนี้ก็คงสรุปได้แล้วนะคะว่า ไขมันที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ จะเป็นไขมันที่อยู่ในกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัว แต่หากน้ำมันนั้นมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากเท่าใด การเสื่อมสภาพของน้ำมันจะเร็วขึ้นเท่านั้น (หากไม่เข้าใจเรื่องกรดไขมันไม่อิ่มตัว ก็ไม่ต้องสนใจ จำชื่อของน้ำมันอย่างเดียวก็พอ) อันนี้ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเอาแบบไหน ประหยัดหรือสุขภาพ
    น้ำมันมะกอก (olive oil) เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของกรดโอลิอิก (Oleic acid) ซึ่งจะไม่เพิ่มระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidants) ช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยลดการทำลายหลอดเลือด ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน

     น้ำมันคาโนลา (Canola oil)

น้ำมันคาโนลามาจากต้น rapeseed เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของ กรดโอลิอิก ซึ่งจะช่วยลดไขมันในเลือดชนิด LDL ที่เป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้ลดลง และมีส่วนประกอบของ Omega-3 และ Omega-6  ซึ่ง Omega-3 มีส่วนช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ และลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ที่เป็นต้นเหตุให้เส้นเลือดหัวใจอุดตัน จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

นักวิจัยพบว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นที่เราใช้อยู่ปัจจุบันคือ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย มีส่วนของ omega-6 มากกว่า omega-3 ซึ่ง omega-6 นี้แม้จะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับมากเกินไป ก็เป็นต้นเหตุให้ความดันเลือดสูง ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดง่ายขึ้น ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่าย และทำให้ร่างกายบวมน้ำ

ดังนั้นถึงแม้เราจะใช้ไขมันเหล่านี้ปรุงอาหาร ก็ควรหลีกเลี่ยงอย่าใช้มากเกินจำเป็น และหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก เช่น ของทอด หรือผัด ควรทานอาหารประเภทต้ม หรือนึ่งมากกว่า

ชนิดของน้ำมันกับจุดเกิดควัน

  ขณะให้ความร้อนกับน้ำมันที่อุณหภูมิสูง สิ่งที่พบคือจะมีควันเกิดขึ้น น้ำมันแต่ละชนิดจะเกิดควันขึ้นที่อุณหภูมิแตกต่างกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะจำเพาะของน้ำมันแต่ละชนิด เราเรียกอุณหภูมินี้ว่า จุดเกิดควัน
น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง คือเกิดควันที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 240 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะดี จะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันที่มีจุดเกิดควันต่ำ โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็งที่มีในควันน้ำมันเมื่อประกอบอาหารประเภทผัด ทอด นั่นเอง 
น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน คาโนลา ถั่วลิสง  
  • ขอแนะว่าการทอดด้วยน้ำมันรำข้าว มีโอกาสเกิดสารก่อมะเร็งต่ำกว่า และมีความปลอดภัยกว่าน้ำมันทุกชนิด (น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันที่ 254 องศาเซลเซียส) สูงกว่าน้ำมันหลายๆชนิด และด้วยสมบัติบางประการ น้ำมันนี้ไม่ก่อตัวเป็นคราบเหนียว เกาะตามบริเวณต่างๆในครัวเหมือนน้ำมันอื่นๆ
  • น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าวมีจุดเกิดควันค่อนข้างสูง ใช้ทอดได้ แต่ไม่ดีกับสุขภาพ เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง
  • แม้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวปริมาณมากมีจุดเกิดควันสูงและเสถียรมากกว่าน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว แต่ถ้าได้รับความร้อนสูงมากกว่า 150 C  กรดไขมันอิ่มตัวสามารถเสื่อมสภาพลงได้เช่นกัน
 อ่านถึงตรงนี้แล้ว แม่บ้านผู้ชำนาญการทุกท่าน คงมีแนวคิดในการเลือกใช้น้ำมันปรุงอาหารเพื่อถนอมสุขภาพ ในครอบครัวแล้วนะคะ บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องใช้น้ำมันที่แพงขึ้น แต่ถนอมสุขภาพ เพราะเวลาป่วยด้วยสาเหตุของไขมันนั้น ล้วนอันตราย และค่ายาแพงกว่าค่าน้ำมันมากค่ะ สำหรับ meepole ใช้น้ำมันสำหรับทอด และผัดคนละชนิดกันค่ะ

คราวหน้าจะเป็นเรื่อง อันตรายของไอน้ำมัน  ต้องไม่พลาดนะคะ

Monday, 8 August 2011

เตือนอันตราย..เมื่อน้ำมันพืชแพง 1

เตือนอันตราย..เมื่อน้ำมันพืชแพง 1

                                                                                
เมื่อของแพงขึ้น ผู้ผลิต ผู้ขาย ที่ไม่มีมนุษยธรรม ติดแต่แสวงหากำไรอย่างเดียว ก็มักจะมีวิธีการต่างๆที่จะลดต้นทุน แม้ว่ามันจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคก็ตาม เราก็คงต้องระมัดระวังศึกษาข้อมูลแล้วก็เตือนต่อๆกัน ก็จะช่วยสังคมได้   
 by.. meepole



 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาได้แวะไปซื้อน้ำมันประกอบอาหาร ด้วยความใจเย็น ทั้งๆที่มีข่าวน้ำมันปาล์มขาดตลาดก็ไม่ได้รีบซื้อ เพราะว่าปกติไม่ได้ใช้น้ำมันปาล์ม จะใช้น้ำมันข้าวโพดและน้ำมันมันมะกอกเป็นหลัก คิดว่าสองอย่างนี้คงไม่ขาดตลาดแน่ ปรากฎว่างานนี้คิดถูกครึ่งเดียวคือยังคงมีน้ำมันมะกอก แต่ไม่มีน้ำมันข้าวโพด และที่แปลกใจมากคือไม่มีน้ำมันปาล์มถั่วเหลือง และทานตะวัน อยู่เลยแม้แต่ขวดเดียว เห็นน้ำมันรำข้าวประมาณไม่เกิน 10 ขวด ราคาขวดละ 84 บาท
ขณะยืนมองด้วยความทึ่งเพราะทราบข่าวมาก่อนนี้ว่าจะมีการเอาน้ำมันปาล์มจุกสีชมพูมาวางขายแล้ว แต่ก็ไม่ทันเห็นจนได้ ได้ยินเสียงคนที่เดินมาเพื่อซื้อน้ำมันก็อุทานเหมือนๆกันคือ "น้ำมันหมดหิ้งเลย" แล้วก็เดินผ่านไป เพราะจะให้ซื้อน้ำมันที่ขวดละเกือบร้อย และเกินร้อย สำหรับครอบครัวใหญ่คงไม่ไหว วันนั้นเลยได้น้ำมันมะกอกมาไว้ 2 ขวด ตอนนี้ก็ยังไม่ได้ออกไปตลาดเพื่อดูว่ามีน้ำมันวางขายปกติหรือยัง
ภาพจาก business-standard.com


เรื่องของเรื่องที่มาเขียนนี่ก็เพราะ เมื่อสองวันที่แล้วเพื่อนอาจารย์แวะซื้อกล้วยทอดถุงใหญ่มานั่งทานกันช่วงเที่ยง พอเทใส่จานมาวาง meepole สังเกตเห็นว่ากล้วยทอดเปียกแวว เหมือนอมน้ำมันมาก ยังไม่ทันพูดอะไรเขาก็หยิบกินกัน ก็เลยถามว่า ไม่รู้สึกว่าน้ำมันมากไปหน่อยหรือไง
 เสียงตอบจากหลายคน "กลัวอ้วนเหรอพี่"
บอก "เปล่า กลัวน้ำมันเก่ามาทอด"
"ไม่เก่าหรอก ยืนดูเห็นน้ำมันไม่ดำนะ ยังเหลืองๆเลย"
งั้นพูดใหม่ "กลัวเขาเอาน้ำมันถุงฟอกสีแล้วมาใช้"
ทุกคนทานต่อ ยกเว้น meepole  บ่ายแยกย้ายกันไป
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นจากครูชอบเถียง...
"พี่ๆ หิวน้ำบ่อยมาก อืดๆด้วย สงสัยกล้วยทอดแน่เลย"
"อ้าวทำไมสงสัยล่ะ ไม่ออกอาการเร็วขนาดนั้นหรอก"
"ไช่แน่พี่ เพราะหนูทานมากสุดเลย เหลือท้ายสุดหลายชิ้น หนูทานคนเดียวหมดเลย (มิน่าล่ะอ้วนกว่าเพื่อนเลย) ทำไงดีคะ"
 ตอนติงไม่เชื่อ ตอนรู้สึกไม่ค่อยดี แล้วขอให้ช่วยทุกที ..บ่น แต่ก็บอกวิธีแก้ให้ไป ก็คงดีขึ้นไม่งั้นรายนี้โทรซ้ำแน่
ก็เลยคิดๆว่าก็น่าจะลองเขียนเตือนๆ บอกต่อ เผื่อใครหลายๆคนที่อาจคิดไม่ถึง ถ้าคิดเลยไปแล้วไม่เป็นไร.. ดีค่ะ :)  :)

           เรื่องที่เกิด
 น้ำมันปาล์มขาดแคลน -น้ำมันถั่วเหลืองขอขึ้นราคาอีก อ้างเมล็ดถั่วราคาพุ่ง
ผลก็คือ น้ำมันพืชในท้องตลาด หลายยี่ห้อไม่มีวางบนหิ้ง เพราะขายดีมาก หมดในเวลาอันรวดเร็วมีการปรับราคาสูงขึ้นทุกรายการ แถมหลายๆยี่ห้อจำกัดปริมาณการซื้อ
 ข้อดีของการที่น้ำมันแพงก็มี คือ น้ำมันปาล์มโอเลอิน จะประกอบไปด้วยกรดไขมันอิ่มตัว ผสมอยู่ในปริมาณมาก ซึ่งทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง ดังนั้นเมื่อแพงก็ช่วยลดการทานน้ำมันลง เลยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจได้ 
 ปัญหา 
เมื่อของแพงขึ้น ผู้ผลิต ผู้ขาย ที่ไม่มีมนุษยธรรม ติดแต่แสวงหากำไรอย่างเดียว ก็มักจะมีวิธีการต่างๆที่จะลดต้นทุน แม้ว่ามันจะเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคก็ตาม เราก็คงต้องระมัดระวังศึกษาข้อมูลแล้วก็เตือนต่อๆกัน ก็จะช่วยสังคมได้
แม่ค้าที่ต้องใช้น้ำมันพืชปรุงอาหารจำพวกทอด อาจมีการนำน้ำมันที่ใช้แล้วมาใช้อีกและที่นำมาผัดอาหารก็อาจจะใช้น้ำมันเก่าที่ผ่านการนำไปทำให้ใสโดยการฟอกสี โดยแม่ค้าเองก็อาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์
 อันนี้เราเองในฐานะผู้บริโภคก็ไม่อาจทราบได้ว่าน้ำมันที่เขาใช้ผัด หรือประกอบอาหารนั้นเป็นประเภทใด นอกจากถามแล้วอาจได้ความจริงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ดังนั้นช่วงนี้หากปรุงอาหารเองได้ก็น่าจะทำเอง แต่ถ้าไม่ได้ก็คงต้องเลือกร้าน และสังเกตุราคา หรือไม่ก็เลี่ยงอาหารที่ต้องปรุงด้วยน้ำมันมาก หรือของทอด

รู้ได้อย่างไรว่าน้ำมันนั้นอันตราย ไม่ควรนำมาบริโภค

หากเราไปซื้อน้ำมันที่ขายเป็นถุงมา หรือแม้กระทั่งน้ำมันที่เราจะใช้ซ้ำในครัวของบ้านเราเอง คงต้องรู้จักสังเกต ว่าเวลาใช้ หรือบริโภค ว่ามีลักษณะต่อไปนี้หรือไม่
 น้ำมันมีกลิ่นเหม็นหืน ใช้สักครู่มีฟองมาก (กรณีทอดอาหาร) เหม็นไหม้ เวลาทอดมีควันขึ้นมาก อันนี้แสดงว่าน้ำมันนั้นถูกใช้มานาน หรือใช้มาหลายครั้ง หรือใช้ทอดมากจนเกินจุดแล้ว ทำให้น้ำมันเกิดควันที่อุณหภูมิต่ำลง
 อาหารที่ทอดเสร็จแล้วอมน้ำมันมาก (เหมือนข้างต้นที่ได้เตือนไป) และหลังการบริโภคเกิดการระคายคอ หิวน้ำมาก

หากไปซื้อของทอดเช่น ปาท่องโก๋ เต้าหู้ ไก่ทอด ลูกชิ้นทอด ทอดมัน ข้าวเกรียบ และ กล้วย/มัน/เผือกทอด อาหารทอดอื่นๆ ก็ควรสังเกตสีของน้ำมัน ความหนืดของน้ำมัน
และถ้าเราไม่เห็นเพราะคนซื้อมาฝาก ก็ควรสังเกตสี  ความมันแบบเปียกๆ และรสชาติ ของอาหารด้วย ถ้าสีเข้ม (ไม่ไช่เกรียม) รสขมๆ ทานแล้วสักครู่รู้สึกเหมือนมีน้ำมันติดในคอ เพดานปากตลอด แสดงว่าต่อไปควรระมัดระวังร้านนั้นหน่อย
อ้อ! แล้วควรหยุดทานของนั้นเลย อย่าไปเสียดาย ค่าขนม 20  ค่ายาเกิน 100
อันนี้ meepole เคยลองทานข้าวเกรียบทางใต้ที่ทอดขายสำเร็จใส่ถุงพร้อมน้ำจิ้ม ทานได้คำเดียวต้องหยุด เพราะหืนน้ำมันแล้วขม แต่เพื่อนที่ซื้อเขาไม่รู้สึก อันนี้ต้องฝึกระบบประสาทการรับรู้ให้ไวหน่อย หัดสังเกตุรส และดมกลิ่นให้ดี

หากน้ำมันมีลักษณะหนืดๆ ทอดสักครู่แล้วเกิดฟองเดือด และเกิดควันดำ สัญญาณเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าน้ำมัน มีอันตรายมาก ๆ โดยเฉพาะหากมีการเติมน้ำมันใหม่เข้าไปจะยิ่งเป็นผลร้าย ซึ่งอันนี้แม่ค้ามักนิยมทำ โดยพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ทราบถึงอันตราย


ภาพจาก women.sanook.com


 ผลต่อสุขภาพทั้งครอบครัว
 ขณะที่ในบ้านบางครั้งเราใช้น้ำมันทอดของแล้วยังเสียดายเทรวมเก็บไว้ใช้ครั้งต่อไปและต่อไป ลองเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่นะคะ เพราะ
การบริโภคอาหารจากน้ำมันทอดซ้ำไม่เพียงแต่จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ความดันโลหิต หลอดเลือดหัวใจเฉพาะผู้ทานเท่านั้น..
แต่ยังมีอันตรายที่ต้องสูดดมไอน้ำมันทอดซ้ำด้วยเช่นกัน โดยเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด ซึ่งจากการตรวจสุขภาพแม่บ้านซึ่งปรุงอาหาร พบว่า เป็นมะเร็งปอดสูงมาก และมีการสืบสาเหตุพบว่า มีการปรุงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก โดยไม่มีประวัติว่ามีการสูบบุหรี่แต่อย่างใด
  ล่าสุดประเทศไต้หวันได้ออกกฎหมายไม่ให้ใช้น้ำมันทอดซ้ำ เพื่อป้องกันสุขภาพของผู้ปรุงอาหารจากอันตรายของไอของน้ำมันทอดซ้ำ ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยลดลงอย่างเห็นได้ชัด (หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ประจำวันที่ 21 กรกฎาคม 2551)
และแน่นอนของไทยเรายังไม่มีการขยับในเรื่องนี้ ได้แต่ออกมาเตือนตามกระแส แล้วก็เงียบ คงต้องเป็นชาวเรา และคุณครู อาจารย์ ทั้งหลายที่ต้องช่วยกันบอกต่อและสอนเด็กให้เขาไปเล่าให้พ่อแม่ฟัง
ข้อเตือนอันตราย         
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาเตือนประชาชนว่า อย่าซื้อน้ำมันที่ใส่ถุงพลาสติก ที่ไม่บอกที่มา เพราะอาจเป็นน้ำมันเก่าเสื่อมสภาพที่นำไปฟอกสีให้ใสแล้วนำกลับมาหลอกขายอีกครั้ง ผู้ประกอบการบางรายนำสารเคมีบางชนิดที่เติมเข้าไปในน้ำมันแล้วทำให้ค่าโพลาร์อยู่ในระดับต่ำเป็นวงจรที่ทำให้ผู้บริโภคได้รับผลกระทบด้านสุขภาพ
และเตือนประชาชนให้สังเกตน้ำมันในตลาดด้วยว่า หากน้ำมันมีลักษณะหนืด ทอดแล้วเกิดฟองเดือดและเกิดควันดำ สัญญาณเหล่านี้เป็นตัวบ่งชี้ว่าน้ำมันมีค่าโพลาร์สูงถึงระดับ 40 จะเป็นอันตรายมาก ๆ

 ซึ่งข้อมูลเหล่านี้พ่อค้าแม่ค้าก็ไม่เข้าใจ เตือนแบบนี้ประชาชนที่กล่าวถึง ชาวบ้าน แม่ค้ากี่คน ที่จะรู้ว่าค่าโพลาร์คืออะไร แล้วมันเกี่ยวข้องกับอะไร อันตรายต่อสุขภาพอย่างไร

ติดตามตอนที่ 2 นะคะ  :)  :)

Saturday, 9 July 2011

โลกศิวิไลซ์...โรคศิวิไลซ์ !!!...ภัยเงียบ 1

โลกศิวิไลซ์...โรคศิวิไลซ์ !!!...ภัยเงียบ


สมัยก่อนโน้น.....ถ้าร้อนก็ใช้พัด โบกพัดกันด้วยมือ ต่อมามีพัดลม ก็เปิดพัดลมกัน แต่ปัจจุบันยุคใหม่ โลกศิวิไลซ์ เกือบทุกที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือที่เรียกจนคุ้นว่า แอร์ ออกจากแอร์บ้าน เจอแอร์รถยนต์ แล้วก็เจอแอร์ของที่ทำงานต่อ ...ดูแล้วชีวิตสบายดีแท้ แต่มันก็ไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป  ในความสบายก็มีอันตรายแฝงอยู่ ลองมาติดตามเรื่องราวเพียงส่วนหนึ่ง.........
ตอนนี้คนไทย (อาจชาติอื่นด้วย) ที่ทำตัวเหมือนคนติดแอร์ ไม่ว่าไปที่ใหนถ้าไม่ได้อยู่ในห้องแอร์ แล้วจะรู้สึกอึดอัด  หงุดหงิด งานไม่เดิน สมองไม่แล่นเอาเลยทีเดียวก็มี

การเปิดแอร์ วัตถุประสงค์จริงๆคือ คลายร้อน แต่ปัจจุบัน มีเหตุผลมากกว่านั้น โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ หรือบริเวณศูนย์กลางการค้า ที่มีการสัญจรมาก เพราะ มีฝุ่นมากก็ต้องปิดหน้าต่าง  ปิดแล้วก็อึดอัด ร้อน ก็ต้องเปิดแอร์ มีใครเคยสังเกตตัวเองไหมว่าวันทั้งวันเราอยู่ในที่ๆมีแอร์เย็นๆ กันกี่ชั่วโมง แล้วรู้สึกว่ามันดีไหมที่เหงื่อไม่ออก ? เอ! ไตจะทำงานหนักเกินไปไหมหนอ ??  meepole จะไม่เขียนเรื่องนี้ .แต่จะเล่าเรื่อง โรคทางเดินหายใจจากแอร์

เครื่องปรับอากาศ หรือ แอร์ คือต้นเหตุภัยที่หลายคนมองข้ามในฐานะแหล่งเพาะเชื้อโรคหลายสายพันธุ์ โดยเฉพาะเชื้อที่มีการแพร่ทางอากาศ ยิ่งเปิดนาน ก็ยิ่งรับการสะสมอันตราย

มีการยืนยันจากงานวิจัยมานานและหลายครั้งแล้วว่ามีเชื้อโรคนานาชนิดอยู่ในเครื่องปรับอากาศ และเชื้อโรคที่อยู่ในเครื่องปรับอากาศทั้งเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา มักเป็นเชื้อโรคที่เจริญเติบโตได้รวดเร็ว และแพร่เชื้อผ่านทางอากาศ ส่งผลให้คนที่ใช้เครื่องปรับอากาศสุขภาพเสื่อมโทรม และเป็นโรคต่าง ๆ มากมาย ทั้ง วัณโรค เชื้อไวรัส โรคสุกใส งูสวัด โรคภูมิแพ้ หืดหอบ ปอดบวม และหัดเยอรมัน โรคเยื่อบุในระบบทางเดินหายใจ โรคจากการติดเชื้อในปอด และอวัยวะภายในร่างกาย เป็นต้น
มีต่อตอน 2 ค่ะ :)

Wednesday, 18 May 2011

การลดความเสี่ยงจากอันตรายในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ (1)
by meepole



ชีวิตเราปัจจุบันอยู่ท่ามกลางความเสี่ยงในเรื่องต่างๆมากมาย บางเรื่องเราก็หลีกเลี่ยงได้ยาก บางเรื่องก็หลีกเลี่ยงได้ แต่หลายสิ่งที่เราไม่หลีกเลี่ยง ผู้เขียนจะคิดในแง่ดีเสมอว่า เพราะไม่รู้  ถ้ารู้ใครจะยอมเสี่ยง เพราะคุณภาพชีวิตไม่ไช่การเสี่ยงโชคซื้อลอตเตอรี่ที่อาจได้รางวัลเป็นมหาเศรษฐีแบบไม่รู้ตัว อันนี้ถ้าเสี่ยงก็มีโอกาสอย่างเดียวคือ เจ็บป่วย เข้าไปนอนโรงพยาบาล  ดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงดังกล่าว ทำได้ไม่ยาก ผู้เขียนมีคาถา 5  ข้อ จำให้แม่น เอาออกมาใช้ท่องเมื่อเห็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ มาล่อตา ล่อใจ

1. ไม่มีอะไรแน่นอน ของมันเปลี่ยนได้เสมอ

อันนี้สำหรับหลายคนที่มักจะติดใจแบรนด์หรือยี่ห้อสินค้าบางชนิด เช่นถ้าน้ำหอมต้อง ยี่ห้อช้าแน่  เครื่องสำอาง แป้ง ลิปสติก ต้อง ลังกะโคม  ครีมบำรุง ยี่ห้อ กาตีเมีย  กาแฟต้อง ยี่ห้อรังนก  หรือไม่ก็ เขามีรู เป็นต้น ในการซื้อใช้หรือบริโภคเราอาจได้ข้อมูลต่อๆกันมาว่าดี ลองใช้ หรือก็สุ่มซื้อแล้วชอบติดใจ ซื้อต่อมาทุกครั้ง และครั้งแรกอาจมีความสนใจอ่านฉลาก (หากเป็นคนที่สนใจเรื่องคุณภาพ) ครั้งต่อไปก็จะคิดว่าไม่เป็นไร ใช้ยี่ห้อเดิมส่วนประกอบก็ควรเหมือนเดิมก็จะเชื่อใจไม่ตรวจสอบอีกต่อไป ซึ่งนี่เป็นสิ่งอันตราย เพราะคุณเชื่อหรือไม่ว่ามีสารเคมีที่มีการผลิต สังเคราะห์ขึ้นใหม่ทุกๆวันตลอดเวลา และแน่นอนการผลิตสินค้า ผู้ผลิตก็จะต้องปรับปรุงบางสิ่งบางอบ่างหรือเปลี่ยนแปลงองค์ประกอบบางอย่างเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดีขึ้น แปลกขึ้น หรือกระทั่งเพื่อการประหยัดต้นทุนโดยการปรับเปลี่ยนสารบางตัว สารนั้นอาจอันตรายมากขึ้น หรือไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ 

 การอ่านส่วนประกอบต่างๆบนฉลากจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง และผู้เขียนมักได้ยินคำบ่นและคำบอกเสมอมาว่า ก็อ่านแล้วไม่รู้ว่าเป็นสารอะไร รู้แต่ชื่อแล้วจะมีประโยชน์อะไร เลยไม่อ่าน ใช้สินค้าตามที่ดาราโฆษณาดีกว่า  ถ้าเป็นแบบนี้ก็จนใจ เพราะหากเอาใจใส่คุณภาพชีวิตจริงๆก็สามารถศึกษาทำความเข้าใจได้ อย่างน้อย อย. (องค์การอาหารและยา) มักจะออกมาออกข่าวว่าสารใดเป็นอันตรายเป็นสารต้องห้าม   หรือเอาให้ง่ายที่สุดก็ดูฉลากข้างบรรจุภัณฑ์ที่ซื้อว่า มีเครื่องหมาย อย.หรือไม่ ถ้ามีก็ใช้เป็นตัวลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง

2. หัดอ่านฉลากบ้าง

เรียนรู้ที่จะอ่านฉลากข้างบรรจุภัณฑ์  ดูสัญลักษณ์ คำเตือนต่างๆ ที่สำคัญคือ วันผลิต วันหมดอายุ เครื่องสำอาง อาหารบางชนิดจะบอกอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเก็บ เพื่อรักษาคุณภาพให้ดีและนาน  นอกจากนี้การเรียนรู้อันตรายของสารเคมีบ่างชนิดที่เป็นส่วนประกอบ แม้ว่าจะไม่ก่ออันตรายในระยะสั้นแต่เมื่อสะสมนานๆในระยะยาว อาจส่งผลอันตรายแบบที่เป็นข่าวมานักต่อนักแล้ว ดังนั้นเพื่อลดความเสี่ยงตรงนี้ก็ควรพิจารณาอ่าน ดูฉลากก่อนซื้อ และหากบนฉลากไม่บอกอะไรเลย ก็ให้ตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนว่า..... วางดีกว่า ไม่เอาดีกว่า

ติดตามคาถากันเสี่ยงอีก 2 ข้อ ต่อไปนะคะ:)

Monday, 16 May 2011

เชื้อโรค…อันตรายในห้องครัว 4



วิธีการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ในแผ่นใยขัดและฟองน้ำ

ศาสตราจารย์กาเบรียลบิตตัน และคณะนักวิจัยมหาวิทยาลัยฟลอริดา ได้ทดลองนำฟองน้ำล้างจานและแผ่นขัดที่ปนเปื้อนเชื้อโรค ไปอบในไมโครเวฟด้วยกำลังไฟสูงสุด พบว่าแบคทีเรียร้อยละ 99 หยุดทำงานหลังจากอบนาน 2 นาที หลังจากอบเพียง 30 วินาที แบคทีเรียอี โคไล จะตาย ส่วนสปอร์ของแบคทีเรียบาซิลลัส  ซึ่งมักทนความร้อน สารเคมี และรังสี จะตายหลังจากอบนาน 4 นาที


ข้อควรปฏิบัติ 


1.หลังการใช้ฟองน้ำ หรือแผ่นขัดใยทุกครั้ง ควรล้างแล้วบีบน้ำออกให้ได้มากที่สุดแล้วผึ่งลมให้แห้ง ในที่ที่อากาศถ่ายเทดี ไม่ควรแช่จุ่มน้ำไว้ แล้วนำมาใช้ต่อ เพราะจะยิ่งทำให้เชื้อโรคหมักหมมมากยิ่งขึ้น

2.ทำความสะอาดฟองน้ำโดย แช่ฟองน้ำในน้ำส้มสายชู  2 ช้อนโต๊ะ ผสมกับน้ำเปล่าหนึ่งแก้ว ทิ้งไว้ค้างคืน หรือนำฟองน้ำไปตากแดดจัด ๆ อย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง ทั้งกรดและความร้อนจากแสงแดดจะช่วยลดปริมาณจุลินทรีย์ได้
อีกสูตรจากห้องวิจัยคือใช้ สารละลายของสารฟอกขาวเจือจาง (10 % chlorine bleach solution) แช่ไว้ 3 นาที จะลดเชื้อได้ถึง37-87 %

3.ต้องหมั่นเปลี่ยนแผ่นขัดใยและฟองน้ำบ่อยๆ กรณีนี้ผู้เขียนเสนอแนะให้ใช้ฟองน้ำในการล้างแต่ละประเภทแยกจากกันเช่น ฟองน้ำล้างแก้ว ฟองน้ำล้างจาน  ฟองน้ำหรือแผ่นใยขัดกระทะ หรือภาชนะที่มัน (oily) แยกหน้าที่กันจะดีที่สุด อย่าใช้แบบอเนกประสงค์แบบที่ติดมากับชื่อเลย จะปลอดภัยกว่า

4.นำไปเข้าไมโครเวฟ อบนาน 2นาที สามารถฆ่าเชื้อ หรือทำให้เชื้อหยุดแบ่งตัว ได้มากกว่า 99% และอันนี้จะช่วยลดกลิ่นได้มากทีเดียว

 ข้อควรระวัง การนำฟองน้ำ หรือใยขัดล้างจานแห้งๆ ไปอุ่นให้ร้อนในไมโครเวฟ อาจทำให้ใยสังเคราะห์ละลาย หรือเกิดไฟไหม้ได้ จึงจะต้องชุบน้ำให้เปียก เสียก่อนแล้ววางบนภาชนะ
ไม่ควรนำใยขัดล้างจานชนิดมีโลหะผสมไปทำให้ร้อนในไมโครเวฟ ฟองน้ำหรือใยขัดเหล่านี้มักจะผสมสีเงิน หรือสีที่มีมันวาว และห้ามนำฝอยขัดหม้อโลหะ (100%) ไปทำให้ร้อนในไมโครเวฟ

ลองอ่านข่าวนี้นะคะ
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงอังกฤษเตือนประชาชนอย่าใช้ไมโครเวฟอบฆ่าเชื้อแบคทีเรียในสิ่งของตามที่มีรายงานการศึกษาของมหาวิทยาลัยฟลอริดาในสหรัฐ เพราะทำให้เกิดเพลิงไหม้ได้
เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเขตชาร์ปเชอร์เตือนว่า เกิดเพลิงไหม้ที่เขตเทลฟอร์ดมาแล้ว เนื่องจากเจ้าของบ้านลองนำผ้าเช็ดจานไปอบฆ่าเชื้อโรคในเตาไมโครเวฟ หลังจากวารสารสุขอนามัยสภาพแวดล้อมของสหรัฐตีพิมพ์ผลการศึกษาว่า การนำฟองน้ำล้างจานที่ชื้นไปอบในไมโครเวฟนาน 2 นาทีจะฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้มากถึงร้อยละ 99 จึงขอเตือนประชาชนอย่างจริงจังว่า ไม่ควรนำผ้าเช็ดจานหรือฟองน้ำล้างจานไปอบฆ่าเชื้อโรคด้วยไมโครเวฟ เพราะมีอันตรายอย่างยิ่ง ทั้งจากกำลังไฟของเตาและจากปริมาณความชื้นในสิ่งที่นำเข้าไปอบ

สรุปได้ว่า วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันไม่ให้เชื้อแบคทีเรีย รวมทั้งเชื้อโรคต่างๆ เข้าสู่ร่างกาย คือ การดูแลรักษาบริเวณห้องครัวให้สะอาดและมีสุขอนามัยที่ดีอยู่เสมอ รวมทั้งการใส่ใจกับการทำความสะอาดฟองน้ำ หรือแผ่นใยขัดล้างจาน ผ้าเช็ดภาชนะต่างๆ ซึ่งแต่ละวิธีก็ให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันไป และที่สำคัญขอกระซิบบอกว่า ควรอย่างยิ่งที่จะแยกใช้ฟองน้ำที่ใช้ออกจากกัน เช่น ใช้ล้างของมัน (oily) พวกกะทะ ตะหลิว หม้อ  ฟองน้ำล้างแก้วน้ำ ของไม่สกปรก แม้ว่ามันจะชื่อว่าฟองน้ำเอนกประสงค์ แต่ก็อย่าใช้เขาทุกงานเลยนะคะ
และควรใช้ที่หั่นเนื้อสัตว์แยกจากที่หั่นผลไม้ออกจากกัน เพื่อป้องกันการปนเปื้อนติดเชื้อ เผื่อไว้ว่าที่ใช้หั่นเนื้อนั้นอาจมีเชื้อแบคทีเรียอันตรายหลงเหลืออยู่

หมายเหตุจากผู้เขียน

การเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับเชื้อโรคต่างๆไม่ได้มีวัตถุประสงค์ให้ตื่นกลัวหรือเครียดแต่อย่างใด เพราะเชื้อโรคมีอยู่ทุกหนแห่ง แต่เพื่อให้เกิดความระมัดระวัง เอาใจใส่ในบางจุด ที่อาจมีเชื้ออันตรายแอบแฝงอยู่ และเราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเพิ่มความเสี่ยง เพราะเราเองก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราจะอ่อนแอลง จนสามารถติดเชื้อและบั่นทอนสุขภาพลงไปเรื่อยๆได้ อย่างน้อย รู้ก่อน กันไว้ก่อน ดีกว่าแก้ ไช่ใหมคะ :)

อานิสงค์จากการเขียนเรื่องเชื้อโรคอันตรายต่างๆ มอบแด่ครูอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้ข้าพเจ้าทุกท่าน และแด่ ผศ. กรรณิการ์ สรรพานิช  Prof.Dr. Christ Thurston , Dr. Roger Miles (ผู้ล่วงลับทั้งสามท่าน)

 อ้างอิง
Alexa C. Dell, 2002 Do Sponges Clean or Spread Bacteria?http://www.usc.edu/CSSF/History/2002/Projects/J1305.
Ikawa, Judy Y.; Rossen, Jonathan S.  Reducing bacteria in household sponges. Journal of Environmental Health, National Environmental Health Association, July 1999.
เชื้อโรคอันตรายในห้องครัว 4


 ……ต่อจากตอนที่แล้ว…….
  ที่มาภาพ : qwikstep.eu


Sunday, 8 May 2011

เชื้อโรคอันตรายในห้องครัว 1

(กันไว้ก่อน ดีกว่าเจ็บป่วยจาก..เชื้อโรคในบ้าน 3)


                                   by meepole

หันไปมองดูในครัวรอบๆแล้ว ยกเว้นถังขยะ ครัวก็ไม่น่าจะมีอะไรที่น่าจะเป็นแหล่งโปรด หรือเก็บกักเชื้อโรคได้เลยไช่ไหมคะ ลองคิดเดาก่อนอ่านต่อ ว่าอะไรในห้องครัวน่าจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อได้ดี  ติ๊กตอกๆๆๆ


ภาพจาก alibaba.com


ฟองน้ำล้างจาน นั่นเอง
คงเคยอ่านข่าว และได้ยินมาเกี่ยวกับคำเตือนเรื่อง เชื้อโรคในฟองน้ำล้างจาน มาเป็นระยะ แล้วก็เงียบลืมเลือนหายไป  บางครั้งคำเตือนก็เป็นการบอกต่อๆกัน ใครใคร่ระวังก็ระวังกันไป เพราะคำเตือนอาจดูเลื่อนลอย เช่น บอกว่ามีเชื้อ ก็ไม่รู้เชื้ออะไร บอกชื่อก็ไม่รู้จัก ก็เลยไม่บอกดีกว่า รู้แต่ว่าทำให้ท้องเสียได้ แต่บางครั้งผู้เขียนเชื่อว่าการบอกรายละเอียดที่มากขึ้น ชัดเจนขึ้น   มันน่าจะดี อาจจดจำมากขึ้น ระวังมากขึ้น น่าเชื่อถือมากขึ้น ไม่ควรไปคิดแทนว่าคนอ่านรู้หรือไม่รู้ เอาเป็นว่าให้ข้อมูลเท่าที่มีแล้วให้ผู้อ่านเก็บ ตัก ตวง ช้อน กรอง (แล้วแต่ภาชนะ) ที่สำคัญเวลาเอาไปบอกต่อ จะมีเนื้อติดไปมากขึ้น อันนี้เลยขออนุญาตใส่ชื่อสารพัดเชื้อ (ขลังดี หุ หุ )

คุณเปลี่ยนฟองน้ำล้างภาชนะอันล่าสุดเมื่อไหร่??  ถ้าตอบว่าจำไม่ได้แล้ว แสดงว่านานเกินเดือนแน่แล้วเชียว  ลองเคยมองแบบพิจารณาดูฟองน้ำอันที่กำลังใช้ล้างจานหรือภาชนะหรือไม่ว่ามันสะอาดหรือไม่ แค่ใหน ลองดมผ่านๆ บ้างไหม?


เชื่อไหมคะว่าฟองน้ำล้างจาน หรือแผ่นใยขัดล้างจานเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่สกปรกที่สุดอีกจุดของบ้านเลยทีเดียวนั้น สามารถทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น โรคอาหารเป็นพิษ ปอดอักเสบ WOW ! กระเพาะ ลำไส้อักเสบ และเราก็มองข้ามไปอย่างคาดไม่ถึง บางบ้านใช้จนเปื่อยยุ่ยแล้วยุ่ยอีกก็ยังไม่เปลี่ยน พวกแบคทีเรียนี่มันสะสมและซ่อนตัวแฝงตัวเก่ง เผลอๆเจอเชื้อโปรโตซัว บิด  อาเจียน ท้องร่วงท้องเสีย ปวดท้อง ฯ

เคยมีการเก็บตัวอย่างฟองน้ำหรือแผ่นใยขัดที่เรา ๆ ใช้กัน รวมทั้งในร้านอาหารที่นำ"ฟองน้ำ"มาล้างจาน ขัดถูอะไรต่าง ๆ มากมาย มาทดสอบหาปริมาณเชื้อโรคที่ปนเปื้อน พบว่า ในฟองน้ำมีจุลินทรีย์ และแบคทีเรียจำนวนมาก ทั้งชนิดที่ไม่อันตรายร้ายแรงและชนิดอันตราย แบคทีเรียบางชนิดที่ทำให้เกิดอาการอาหารเป็นพิษ หรืออุจจาระร่วง ดังนั้นหากนำฟองน้ำเหล่านั้นไปขัดถูภาชนะ ช้อน ส้อม ฯลฯ ก็มีโอกาสเราเอาเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายได้

เชื้ออะไรที่พบบ้าง ตอนต่อไปค่ะ :)

Tuesday, 3 May 2011

กันไว้ก่อน ดีกว่าเจ็บป่วยจาก..เชื้อโรคในบ้าน 2

กันไว้ก่อน ดีกว่าเจ็บป่วยจาก..เชื้อโรคในบ้าน 2 : การติดเชื้อจากยาสีฟันและแปรงสีฟัน
การที่ให้รู้ว่าในแต่ละส่วนของบ้านมีเชื้อแบคทีเรียหลากหลายชนิด มีทั้งอันตรายบ้าง ไม่อันตรายบ้าง  ผู้เขียนไม่ได้ต้องการเพิ่มความเครียดในการที่จะให้กลัวเชื้อโรคจนเกินเหตุ  แต่เพียงจะช่วยให้ผู้อ่านเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้น เตือนตัวเองให้เอาใจใส่สุขภาพและความสะอาด เรื่องเล็กๆ จะได้ไม่เป็นเรื่องใหญ่ เพราะหากร่างกายเราอ่อนแอก็จะอาจก่อให้เกิดโรคได้ … อย่าคิดว่าเจ้าตัวเล็กๆที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็นจะมีปัญญาทำอะไรเราได้ เพราะหลายๆคนเมื่อเจ็บป่วยร่างกายอ่อนแอ เราจะได้ยินบ่อยๆว่า ตาย เพราะติดเชื้อในกระแสเลือด (โรคฮิตค่ะ)


ห้องน้ำ (ต่อ)

ก่อนหน้านี้ได้เล่าเรื่องเชื้อโรค แบคทีเรีย ในห้องน้ำ ในอุปกรณ์ เครื่องใช้บางชนิด ในห้องน้ำยังมีสิ่งหนึ่งที่สามารถติดเชื้อและเป็นอันตรายถึงชีวิต และบางคนที่ติดเชื้อไป ก็คิดไม่ถึงว่าอาจจะมาจากสิ่งนี้ นั่นคือ ยาสีฟันและแปรงสีฟัน


ยาสีฟันและแปรงสีฟัน

Large_t42
ที่มาภาพ: gfrendz.com

ลองอ่านข่าวนี้แล้วพิจารณากันนะคะ

ระวังยาสีฟันปลอม มีแบคทีเรีย-เชื้อโรคเจือปนอยู่ พบว่าผลิตในประเทศจีนและตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนเชื้อโรคที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย”

อันนี้แน่นอนเพราะยาสีฟันไม่ไช่ยาฆ่าเชื้อที่จะไม่มีเชื้อโรค ดังนั้นเวลาใช้เสร็จไม่ควรเปิดหลอดค้างไว้ หรือปิดไม่สนิท เพราะคุณอาจได้เชื้ออื่นๆแถมไปโดยไม่จำเป็น
ภัยอันตรายจากแปรงสีฟันเก่า บ่อเกิดโรคร้ายคาดไม่ถึง!Large_t11
ที่มาภาพ: sirjuve.blogspot.com

เจมส์ ซอง นักเคมีจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน สหรัฐฯ ระบุว่าแปรงสีฟันที่ใช้งานนานเกินไป ถือเป็นหนึ่งในวัตถุอันตรายในครัวเรือน และก่อปัญหาสุขภาพมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไขข้อ และการติดเชื้อเรื้อรัง อาจเกี่ยวพันกับแปรงสีฟันที่ไม่ถูกสุขอนามัยนี้ เพราะแบคทีเรียจำนวนมากจะซุกซ่อนอยู่ในแปรงสีฟัน และแบคทีเรียเหล่านี้เดินทางเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ใช้โดยตรงผ่านรอยแผลเล็กๆ ที่เหงือก แบคทีเรียเหล่านี้บางส่วนเกี่ยวข้องกับการอุดตันของเส้นเลือดด้วย

นอกจากนี้ผลการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ของมหาวิทยาลัยแมนเชสเตอร์ ในประเทศอังกฤษ พบว่าแปรงสีฟันทั่วๆ ไปเป็นแหล่งอาศัยของเชื้อโรคประมาณ 10 ล้านตัว ซึ่งรวมถึงแบคทีเรียอันตรายอย่างเช่น Streptococcus sp., E. coli และ Candida sp.
ความเสี่ยงที่แบคทีเรียในช่องปากจะเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งงานวิจัยได้แสดงให้เห็นว่าเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อ Porphyromonas gingivalis ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคปริทันต์ พบอยู่ในเส้นเลือดที่อุดตันรุนแรง

จากการศึกษาของศูนย์การแพทย์ มหาวิทยาลัยโคลัมเบียของสหรัฐฯ ระบุว่าแบคทีเรียในช่องปากของอาสาสมัครที่เป็นโรคหัวใจ ไปปรากฏอยู่ในหลอดเลือดหัวใจเช่นเดียวกัน แบคทีเรียนี้ยังเกี่ยวข้องกับการคลอดก่อนกำหนด และการที่ทารกมีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำด้วย คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายก็ควรใส่ใจนะคะ

คราวหน้ามาดูกันต่อ ว่าแล้วอันตรายมากแค่ไหน และป้องกันได้อย่างไร