Showing posts with label กินดี. Show all posts
Showing posts with label กินดี. Show all posts

Friday, 12 August 2011

การเลือกใช้น้ำมันพืชเพื่อถนอมสุขภาพ ฉบับแม่บ้าน

การเลือกใช้น้ำมันพืชเพื่อถนอมสุขภาพฉบับแม่บ้าน 1 

โดย meepole

เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น เราก็ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นอกจากจะลดอาหารทอด หรืออาหารที่ปรุงมันๆ แล้ว เราก็ลองหันมาสนใจการเลือกใช้น้ำมันพืช ให้ปลอดภัย ห่างไกลโรค กันเถอะค่ะ

   เมื่อน้ำมันราคาแพงขึ้น เราก็ควรพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส นอกจากจะลดอาหารทอด หรืออาหารที่ปรุงมันๆ แล้ว เราก็ลองหันมาสนใจการเลือกใช้น้ำมันพืช ให้ถนอมสุขภาพด้วย (ในที่นี้จะไม่กล่าวถึงน้ำมันจากสัตว์) บางคนอาจคิดว่าขอให้เป็นน้ำมันพืชเถอะ ปลอดภัยทั้งนั้น จะดูที่ราคาเป็นหลัก อันนี้ถ้าเป็นนักเศรษฐศาสตร์ก็อาจว่าถูกต้อง ถ้าคุณภาพมันไกล้เคียงกัน ก็ควรเลือกที่ถูกกว่า แต่ถ้านักวิทยาศาสตร์ หรือนักโภชนาการก็คงว่าไม่ไช่ แต่ที่จะเขียนนี้ จะเขียนในฐานะแม่บ้านที่จะออกไปเลือกซื้อน้ำมันพืชมาใช้ปรุงอาหารและจะให้ถนอมสุขภาพคนในบ้านด้วย ว่าควรเลือกอย่างไร ดังนั้นก็จะไม่อิงวิชาการให้ลึกมากถึงระดับโครงสร้างน้ำมัน แต่จะแบ่งแบบเข้าใจง่ายๆเป็นหลัก (ดังนั้นหากนักวิชาการเข้ามาอ่าน โปรดแปลงร่างเป็น แม่บ้าน พ่อบ้านก่อน นะคะ :)

ประเภทน้ำมันพืชที่ใช้ 
น้ำมันพืชที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวัน มี  2 ชนิด (แบ่งแบบเข้าใจง่ายๆ)  คือ

 1.น้ำมันพืชชนิดที่เมื่อนำไปแช่ตู้เย็นหรืออากาศเย็นจะเป็นไข  น้ำมันพืชชนิดนี้จะประกอบด้วยกรดไขมันอิ่มตัวผสมอยู่ในปริมาณมาก ได้แก่ น้ำมันปาล์มโอเลอิน น้ำมันมะพร้าว
ถ้ารับประทานมากเกินไป จะทำให้เกิดโคเลสเตอรอลในเลือดสูง เกิดการอุดตันของเส้นเลือด เป็นต้นเหตุของโรคหัวใจขาดเลือด

2.น้ำมันพืชชนิดที่ไม่เป็นไขในที่เย็น น้ำมันพืชชนิดนี้ ประกอบด้วย ไขมันชนิดไม่อิ่มตัวในปริมาณสูงที่สำคัญคือ (โอเมกา) Omega-3 และ Omega-6 เป็นกรดไขมันจำเป็น ได้แก่ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันเมล็ดทานตะวัน น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันข้าวโพด น้ำมันฝ้าย
โอเมก้า 3  จะช่วยให้สมองและดวงตาทำงานได้ดี
โอเมก้า 6  จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ
โอเมก้า 9  จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดและหัวใจ 
ไขมันชนิดนี้เหมาะกับเด็กที่กำลังเจริญเติบโต เพราะย่อยง่าย และช่วยลดโคเลสเตอรอลในเลือด ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูงจึงควรเลือกใช้น้ำมันชนิดนี้


ข้อเสียของน้ำมันชนิดนี้คือ สามารถแตกตัวให้สารโพลาร์ซึ่งทำให้น้ำมันเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีกลิ่นเหม็นหืน ทำให้ทอดอาหารได้ไม่นาน จึงเหมาะกับที่จะใช้ผัดอาหารหรือทอดเนื้อชนิดบาง ๆ เช่นแฮม เบคอน หมูหั่นบางๆ


(อ่านเรื่องอันตรายสารโพลาร์ได้ ในเตือนอันตราย..ตอนที่สอง)

ถึงตรงนี้ก็คงสรุปได้แล้วนะคะว่า ไขมันที่เป็นมิตรต่อสุขภาพ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ จะเป็นไขมันที่อยู่ในกลุ่มไขมันไม่อิ่มตัว แต่หากน้ำมันนั้นมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูงมากเท่าใด การเสื่อมสภาพของน้ำมันจะเร็วขึ้นเท่านั้น (หากไม่เข้าใจเรื่องกรดไขมันไม่อิ่มตัว ก็ไม่ต้องสนใจ จำชื่อของน้ำมันอย่างเดียวก็พอ) อันนี้ก็ต้องตัดสินใจว่าจะเอาแบบไหน ประหยัดหรือสุขภาพ
    น้ำมันมะกอก (olive oil) เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของกรดโอลิอิก (Oleic acid) ซึ่งจะไม่เพิ่มระดับโคเลสเตอรอลในเลือด และเป็นแหล่งของวิตามินอี ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(antioxidants) ช่วยลดการเกิดมะเร็ง และช่วยลดการทำลายหลอดเลือด ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตัน

     น้ำมันคาโนลา (Canola oil)

น้ำมันคาโนลามาจากต้น rapeseed เป็นน้ำมันที่มีส่วนผสมของ กรดโอลิอิก ซึ่งจะช่วยลดไขมันในเลือดชนิด LDL ที่เป็นโคเลสเตอรอลที่ไม่ดีให้ลดลง และมีส่วนประกอบของ Omega-3 และ Omega-6  ซึ่ง Omega-3 มีส่วนช่วยลดไขมันไตรกลีเซอไรด์ และลดการเกาะตัวของเกล็ดเลือด ที่เป็นต้นเหตุให้เส้นเลือดหัวใจอุดตัน จึงมีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ

นักวิจัยพบว่าน้ำมันพืชชนิดอื่นที่เราใช้อยู่ปัจจุบันคือ น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกคำฝอย น้ำมันเมล็ดฝ้าย มีส่วนของ omega-6 มากกว่า omega-3 ซึ่ง omega-6 นี้แม้จะมีความจำเป็นต่อร่างกาย แต่ถ้าได้รับมากเกินไป ก็เป็นต้นเหตุให้ความดันเลือดสูง ทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือดง่ายขึ้น ทำให้เกิดหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันได้ง่าย และทำให้ร่างกายบวมน้ำ

ดังนั้นถึงแม้เราจะใช้ไขมันเหล่านี้ปรุงอาหาร ก็ควรหลีกเลี่ยงอย่าใช้มากเกินจำเป็น และหลีกเลี่ยงอาหารที่ใช้น้ำมันมาก เช่น ของทอด หรือผัด ควรทานอาหารประเภทต้ม หรือนึ่งมากกว่า

ชนิดของน้ำมันกับจุดเกิดควัน

  ขณะให้ความร้อนกับน้ำมันที่อุณหภูมิสูง สิ่งที่พบคือจะมีควันเกิดขึ้น น้ำมันแต่ละชนิดจะเกิดควันขึ้นที่อุณหภูมิแตกต่างกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะจำเพาะของน้ำมันแต่ละชนิด เราเรียกอุณหภูมินี้ว่า จุดเกิดควัน
น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง คือเกิดควันที่อุณหภูมิสูงมากกว่า 240 องศาเซลเซียสขึ้นไปจะดี จะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่าน้ำมันที่มีจุดเกิดควันต่ำ โดยช่วยลดความเสี่ยงต่อการได้รับสารก่อมะเร็งที่มีในควันน้ำมันเมื่อประกอบอาหารประเภทผัด ทอด นั่นเอง 
น้ำมันที่มีจุดเกิดควันสูง เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันเมล็ดทานตะวัน คาโนลา ถั่วลิสง  
  • ขอแนะว่าการทอดด้วยน้ำมันรำข้าว มีโอกาสเกิดสารก่อมะเร็งต่ำกว่า และมีความปลอดภัยกว่าน้ำมันทุกชนิด (น้ำมันรำข้าวมีจุดเกิดควันที่ 254 องศาเซลเซียส) สูงกว่าน้ำมันหลายๆชนิด และด้วยสมบัติบางประการ น้ำมันนี้ไม่ก่อตัวเป็นคราบเหนียว เกาะตามบริเวณต่างๆในครัวเหมือนน้ำมันอื่นๆ
  • น้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าวมีจุดเกิดควันค่อนข้างสูง ใช้ทอดได้ แต่ไม่ดีกับสุขภาพ เนื่องจากมีไขมันอิ่มตัวสูง
  • แม้น้ำมันที่มีกรดไขมันอิ่มตัวปริมาณมากมีจุดเกิดควันสูงและเสถียรมากกว่าน้ำมันที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว แต่ถ้าได้รับความร้อนสูงมากกว่า 150 C  กรดไขมันอิ่มตัวสามารถเสื่อมสภาพลงได้เช่นกัน
 อ่านถึงตรงนี้แล้ว แม่บ้านผู้ชำนาญการทุกท่าน คงมีแนวคิดในการเลือกใช้น้ำมันปรุงอาหารเพื่อถนอมสุขภาพ ในครอบครัวแล้วนะคะ บางครั้งเราอาจจำเป็นต้องใช้น้ำมันที่แพงขึ้น แต่ถนอมสุขภาพ เพราะเวลาป่วยด้วยสาเหตุของไขมันนั้น ล้วนอันตราย และค่ายาแพงกว่าค่าน้ำมันมากค่ะ สำหรับ meepole ใช้น้ำมันสำหรับทอด และผัดคนละชนิดกันค่ะ

คราวหน้าจะเป็นเรื่อง อันตรายของไอน้ำมัน  ต้องไม่พลาดนะคะ

Wednesday, 30 March 2011

เปลี่ยนวิถีชีวิต ลดพิษให้ร่างกาย (3) อยู่ดี .. อยู่ถูกต้องจริงหรือ

  2 H ที่ปรารถนา (2): อยู่ดี ..  อยู่ถูกต้องจริงหรือ
by meepole

(ต่อ)  ก่อนหน้านี้เป็นเรื่องของการ “กินดี” คราวนี้มาต่อกันที่.........



 อยู่ดี

คำจำกัดความ ของการ "อยู่ดี " ในที่นี้  ไม่ใช่บ้านใหญ่ ราคาแพง หรือเป็นคฤหาสน์หรู เพราะที่กล่าวมานี้อาจสร้างความรู้สึกที่อยู่สบาย (ทางกาย)  หรือสุขสบายใจที่มีบ้านใหญ่โตสร้างด้วยน้ำพักน้ำแรง เท่านั้น แต่"อยู่ดี"ในที่นี้หมายถึง อยู่ปลอดภัย (ปลอดภัยก็ไม่ใช่กลัวขโมย) ปลอดภัยจากสารพิษ สารอันตราย สารระเหยต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยส่วนมากเราเองเป็นผู้นำเข้ามาในบ้าน โดยไม่รู้ว่ามีอันตรายหรือไม่ อย่างไร แม้กระทั่งมีอาการเจ็บป่วยที่เป็นสัญญาณเตือนแล้วก็ยังคิดไม่ถึง เพราะไม่ได้ใส่ใจ หรือเพราะไม่รู้ (จริงๆตัวไม่รู้ และไม่พยายามจะรู้ หรือละเลย บางครั้งก็อันตราย)

 อะไรเป็นสัญญาณเตือน

เคยมีใครในครอบครัวที่มีอาการต่อไปนี้หรือไม่  อ่อนเพลียบ่อย ไม่มีแรงอ่อนล้า  เซื่องซึม  ขี้เกียจ วูบวิงเวียน ปวดกล้ามเนื้อ  ปวดท้องน้อยเรื้อรัง  ปวดหัวบ่อย จมูกแห้ง ตาแห้ง ปากแห้ง ไอ โดยไม่มีสาเหตุ  ซึมๆเศร้าๆ  หลงๆลืมๆ (ก่อนเวลาอันควร) ตลอดจนรู้สึกเหมือนแพ้อะไรซักอย่าง แต่ไม่สามารถหาคำตอบได้ เมื่อเวลาผ่านไปอาการเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ   เหล่านี้เป็นต้น


หากเกิดอาการเหล่านี้ขึ้นก็เป็นสัญญาณเตือนอย่างหนึ่งว่าร่างกายมีความผิดปกติและคงต้องใส่ใจ ก่อนที่จะสะสมมากขึ้น นานวันจะกลายเป็นโรคร้ายที่แก้ได้ยาก ทรมานทั้งคนป่วย ลำบากทั้งคนดูแล แม้ว่าจะเต็มใจดูแลก็ตาม

 ดังนั้นแม้ว่าจะ "กินดี" ระมัดระวัง กินถูกต้องตามหลักโภชนาการ แล้วแต่ก็ยังมีอาการดังกล่าวแล้วล่ะก็ ต้องหันมาเอาใจใส่กันที่ "อยู่ดี" ว่าอยู่ถูกต้อง หรือไม่ ดังที่บอกในตอนต้นว่าสิ่งที่ควรใส่ใจคือ อาการหรือโรคที่ไม่มีสาเหตุ ดังกล่าว เพราะทุกอย่างมีที่มาที่ไป เพียงแต่ยังหาสาเหตุยังไม่เจอ และจริงๆแล้วมันอยู่กับเราทั้งที่บ้านและที่ทำงาน และแม้กระทั่งหากยังไม่เคยมีอาการดังกล่าวอาจเพราะไม่สังเกตุตัวเองหรือเพราะทำงานจนไม่มีเวลาใส่ใจ ก็ควรต้องหันมาใส่ใจกตัญญูต่อร่างกายตัวเอง มันจะได้อยู่รับใช้เราไปนานๆ อย่าให้มันแฝงตัวสะสม จนเกิดโรคร้ายแรง เพราะมันไม่คุ้มค่า



ดังนั้นคงต้องมาใส่ใจสิ่งแวดล้อมที่เราใช้ชีวิตอยู่ทั้งวัน หรือทั้งคืนกัน ว่าที่เราคิดว่าน่าจะไม่มีอะไร หรือไม่เคยคิดว่ามีอะไร ก็น่าจะมีอะไรแล้วล่ะค่ะ

แล้วอะไรที่น่าจะมี ในบ้าน. ???????  ที่ทำให้เกิดอาการดังกล่าว ..............ติดตามในตอนต่อไปค่ะ