Showing posts with label น้ำท่วม. Show all posts
Showing posts with label น้ำท่วม. Show all posts

Monday, 12 December 2011

น้ำท่วม: การจัดการราบนผนังบ้าน 5

อันตราย..ราเต็มบ้านทำอย่างไร: การจัดการราบนผนังบ้าน
โดย meepole
ตัวอย่าง สปอร์ของราชนิดหนึ่ง
 
 
ผนังขึ้นรา: ที่มา
การที่ผนังขึ้นราสาเหตุหลักคือความชื้นนั่นเอง ความชื้นตัวนี้มีที่มาหลายทางด้วยกัน เช่น
  • จากพื้นที่รั่วซึมทั้งหลาย
  • จากพื้นห้องน้ำ
  • น้ำบนดาดฟ้า
  • ภาชนะเก็บกักน้ำในบ้าน
  • ช่วงที่มีน้ำท่วม ความชื้นจากเชิงผนังที่ถูกน้ำท่วม ผนังจะเป็นตัวดูดซับน้ำขึ้นมาในแนวตั้ง อาจสูงเกิน 1 เมตร โดยจะเห็นเป็นคราบ หากท่วมนานๆ และบ่อยๆ ผนังจะสามารถดูดซับน้ำได้สูงมาก
  • แอร์ที่มีความชื้นสูง
  • การรั่วซึมของท่อต่างๆนอกและในบ้าน
  • ระบบการระบายอากาศที่ไม่ดีในบ้าน เป็นต้น
  • กรณีพิเศษเหนือการคาดคิดครั้งนี้คือน้ำท่วมและขังนาน ทำให้ชื้นทั้งบ้าน
และที่สำคัญคือตอนนี้ส่วนมากทุกบ้านจะมีแอร์ติดในห้องต่างๆและเมื่อปิดแอร์ก็จะเปิดประตูหรือหน้าต่างในขณะที่ยังมีความแตกต่างของอุณหภูมิทำให้มีความชื้นสูง

ลักษณะที่เห็น
บางคนอาจไม่แน่ใจว่าที่เห็นเป็นราหรือเปล่า
ราที่มีในบ้านอาจเป็นทั้งราที่ผลิตสารพิษ และราปกติทั่วไป ราอาจจะมีได้ทุกสี ฟูบ้างไม่ฟูบ้างเพราะรามีหลายชนิดมาก ไม่จำเป็นต้องเป็นสีดำ น้ำตาล หรือเขียวๆ ดังนั้นที่เห็นอาจเป็นสีสวยๆชมพู เหลือง ส้มๆ  เทาเขียว ขาวจุดส้ม เป็นต้น บางชนิดเรืองแสงในที่มืดได้ด้วย

สาเหตุ
อีกปัญหาที่เรามักจะมองไม่เห็นคือจริงๆแล้วภายในบ้านจะมีความชื้น และหากบ้านใครที่มีแหล่งน้ำในบ้าน เช่น อ่างเก็บน้ำขนาดเล็กในห้องน้ำ ถังรองน้ำในบ้านที่ไม่ปิดฝา เป็นต้น จะทำให้ภายในบ้านมีสภาพอากาศชื้นมากกว่าปกติ สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ บนผนังบ้าน ฝาบ้านจะมีคราบไอน้ำเกาะอยู่แทบตลอดเวลาแต่เรามองไม่เห็น แต่สามารถใช้มือสัมผัสจะรับรู้ถึงความเย็นชื้นๆ
ทั้งสองสาเหตุนี้ ทำความเสียหายแก่ผนังบ้านไม่เหมือนกันโดยที่
  • ความชื้นในผนังจะทำให้สีลอกล่อนหลุด แต่
  • ความชื้นบนผนังจะทำให้เกิดรา และถ้าสังเกตุให้ดีๆ จะพบตะใคร่ (เขียวๆดำๆ) ปะปนอยู่ด้วยเสมอ
 อันตราย
หากใครที่มีประวัติการเป็นภูมิแพ้ก็แน่นอนว่าจะเป็นต่อได้เรื่อยๆ  ใครที่ยังไม่เป็นก็มีความเสี่ยงที่จะได้ของแถม ที่อันตรายนี้ติดตัว และแน่นอนว่าย่อมไม่ไช่ภูมิแพ้เพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะกับเด็กๆ

การกำจัด
(กรุณาย้อนอ่านขั้นตอนเตรียมการและข้อควรระวังก่อนจะกำจัดราก่อน เพื่อการป้องกันตัวเองตามอัธยาศัย)
  1. ใช้สาร Hypochloride เช่น ยาฟอกผ้าขาวทั้งหลาย (ไฮเตอร์ หรือ คลอรอกซ์) พวกนี้มีส่วนผสมของ คลอรีน สามารถฆ่าได้ทั้งราและตะใคร่ แต่อย่าใช้คลอรีนเดี่ยวๆแบบที่ใช้ในสระว่ายน้ำ เพราะจะเกิดอันตรายหากไม่รู้วิธีป้องกันเนื่องจากการกัดกร่อนสูง
  2. เอาแปรงทาน้ำยาเบาๆในบริเวณที่เป็นเชื้อรา อย่าถูหรือขัดในขั้นตอนนี้ เพราะสปอร์ของราจะฟุ้งกระจายไปติดผนังที่ยังดีส่วนอื่นๆ
  3. ทาทิ้งไว้ 5-7 วัน ถ้าไม่เห็นมีราขึ้นอีก ให้ใช้น้ำที่ต้มจนเดือดและตั้งทิ้งให้อุ่น มาล้างทำความสะอาดต่อ ใช้ผ้าแห้งเช็ดให้แห้ง (ผ้าหรือแปรงที่ใช้ ต้องแน่ใจว่าสะอาด เพราะถ้าปนเปื้อนเชื้อใหม่ ก็จะเกิดราได้อีกในเวลาอันสั้น)
  4. ถ้าทิ้งไว้แล้วรายังขึ้นอีก ก็ทำใหม่อีกรอบ ทิ้งไว้ 5-7 วันเหมือนเดิม เท่าที่พบมามักจะไม่เกิน 2 ครั้งราก็จะไม่กลับมาอีก (หากผนังไม่ชื้น)

ราที่มุมผนังห้องเนื่องจากความชื้น

เท่านี้ผนังในบ้าน นอกบ้าน ควรจะปลอดราแล้วล่ะค่ะ ขอให้ Happy กับ รา - killing day อีกวันนะคะ

ครั้งหน้าจะเป็นการกำจัดเชื้อราในรถค่ะ

Thursday, 1 December 2011

น้ำท่วม: อันตรายของเชื้อราในบ้าน 1

เรื่องนี้ mepole เขียนลงในเครือข่ายแห่งหนึ่งตอนน้ำท่วมภาคใต้ปีที่แล้ว บ้านเพื่อนที่หาดใหญ่ราขึ้นเต็ม เลยโทรมาสอบถามวิธีจัดการกับรา ทำให้ต้องคิดเขียนขึ้นมา  และตอนนี้เห็นว่ามีข่าวปัญหาของราเกิดอีกครั้ง จึงเอามาลงใหม่ แต่สามารถหาอ่านเร็วๆได้โดยพิมพ์ "meepole รา" ใน google ก็จะเจอ มีหลาย version ที่เดลินิวส์เอาไปลงก็มีนั่นตอนเดียวจบ ฉบับย่อ บอกต่อกันไปให้เอาไปใช้นะคะ หากมีเวลาอาจจะเขียนเพิ่มเติมอีกค่ะ ตอนนั้นเขียนก็ฉุกเฉินเช่นกัน ก่อนกำจัดรา มารู้จัก "รา" สักหน่อย จะได้ระวังมากขึ้นไม่ประมาท

อย่ามองข้ามความปลอดภัย... อันตรายจากเชื้อราในบ้าน
โดย meepole


ทุกคนคงรู้จักและเคยเห็นรากันตามแหล่งต่างๆ ส่วนมากเมื่อพบเห็นรา บางคนก็ไม่รู้สึกอะไร ก็เห็นแค่เป็น "รา" เรื่องจิ๊บๆ  (เอ ...ปล่อยวางมากไปรึเปล่า??)  เพราะเราอาจคิดว่ามันไม่ไช่เชื้อโรค จึงไม่น่ากลัว ไม่เหมือนพวกแบคทีเรียหรือไวรัส  คิดผิดคิดใหม่ได้ค่ะ  จริงๆแล้ว ราเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ที่อันตราย เพราะ มันเป็น "เชื้อรา"  แต่ราบางชนิดก็มีประโยชน์ใช้ทำยา ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น แต่ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้แน่นอน มันเป็น ราผู้ร้าย

เชื้อราไม่น่าคบ
รามีหลายประเภท (species) และแต่ละชนิดก็มีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน และที่แน่นอนคือเมื่อมีราเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใดของบ้าน ต้องกำจัดออก ไม่ต้องคิดเมตตาปราณีเป็นอันขาด

อันตรายของรา..ต่อสุขภาพ
หลายคนอาจยังเข้าใจว่าเชื้อราก่อให้เกิดโรคเฉพาะผิวหนังภายนอก  เช่น กลากเกลื้อน เชื้อราที่มือและเท้า เป็นต้น แต่ความจริงแล้วมันลุยเข้าไปในตัวเราได้มากกว่าที่คิด ตับ ไต ไส้พุง ระบบน้ำเหลือง มันเที่ยวไปรังควานซะทั่ว... ซนจริงๆ

เชื้อราเส้นเล็กๆนี่ อันตรายกว่าที่คิดแน่นอน เพราะอาจส่งผลต่อการเกิดภูมิแพ้ และเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคปอดอักเสบ บางชนิด สามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า mycotoxin ซึ่งมีพิษมาก และถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ด้วย  มีผลต่อภูมิคุ้มกันบกพร่อง ราบางชนิด เช่น กลุ่มราบางชนิดที่ชอบขึ้นบนพรมที่ชื้น ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีเลือดออกภายใน เกิดแผลในกระเพาะ และอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือ กลุ่มเพนนิซิเลียม ที่พบได้ทั่วไปในดิน อาหาร ขนมปัง ธัญพืช หรือมักพบบนผนังฝาบ้าน พรม วอลเปเปอร์ที่ชื้น พวกนี้จะทำให้มีอาการหอบหืด โรคปอดอักเสบภูมิไวเกิน 

ราพวกนี้บางชนิดเข้าปอดโดยการหายใจ ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะไกล้เคียง เช่น ตับ ม้าม กระดูก ตลอดจนเข้าไปในระบบน้ำเหลือง และตายได้ บางกลุ่มทำลายตับ ไต

จริงๆแล้วมีกลุ่มรามากกว่านี้ซึ่งปล่อยสารพิษอันตรายได้อีกหลายชนิด  ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการผลิตสารพิษของรา และก็ยังคงมีการศึกษาอยู่ต่อไป  แต่เพียงตัวอย่างที่ยกมานี้คงทำให้สามารถตระหนักถึงอันตรายของรา บ้างนะคะ   อย่ามองข้ามความปลอดภัย

เราได้รับเชื้อรา ทางใหนบ้าง
ได้ทุกทางเลย หน้าต่าง ประตู...:) เรารับเชื้อราได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่นจากการสัมผัส มือไปโดน (โดยเฉพาะเด็กๆที่ไม่รู้อะไร เอามือไปสัมผัสแล้วหยิบขนมเข้าปาก มือเคะจมูก เป็นต้น) ทางจมูก โดยการหายใจ พบว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ ถ้าได้รับสปอร์เข้าไปในปริมาณน้อย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็สามารถจัดการได้ ถ้าได้รับสปอร์เข้าไปในปริมาณมากเกินกว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะจัดการได้ ก็จะทำให้เกิดโรคได้ถ้าสูดเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไป

หลีกเลี่ยงที่จะถูกโจมตีโดยรา..ใครคือกลุ่มเสี่ยง
เนื่องจากเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศโดยเฉพาะสปอร์ล่องลอยเที่ยวไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงบริเวณเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อรา หรือบริเวณที่มีเชื้อราอยู่มากเช่น บริเวณที่มีฝุ่นละอองเยอะ บริเวณที่มีคนอยู่หนาแน่น การระบายอากาศไม่ดีทำให้สปอร์ของเชื้อรากระจายอยู่บริเวณนั้น

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่กำลังมีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และเคมีบำบัด กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เช่นคนที่เป็นโรควัณโรค หรือ cystic fibrosis เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วคงต้องหาเวลาตรวจส่วนต่างๆของบ้าน ว่ามีราแอบแฝงที่ส่วนใดบ้าง ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เสื้อผ้า  กระเป๋า (เกือบหมดบ้านหรือยังล่ะนี่!!) ถ้าพบมีครบทุกอย่างที่บอกมานี่สงสัยย้ายบ้านดีกว่า.......ไม่ไหวจะเคลียร์   (ไม่ได้บ้านแพง ต้องสู้ !สู้ !   สู้! รา ) เพราะบางครั้งที่คนในบ้าน เด็กเล็ก ป่วยหอบหืด ภูมิแพ้ อาเจียน ไข้ โดยไม่มีสาเหตุ และนำไปสู่โรคต่างๆข้างต้นได้  แม้กระทั่งผู้ใหญ่หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน โดยอาจจะมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "รา" นี่เอง

ตอนหน้านี่เอาเรื่องที่ง่ายๆก่อนคือ ราขึ้นเฟอร์นิเจอร์ ตู้เสื้อผ้า etc.จะทำไงดี ??

Ref.
Christon J. Hurst (editor), Ronald L. Crawford, et al., (2002). Manual of Environmental Microbiology 2nd ed ASM Press ,USA.
Ryan KJ; Ray CG (editors) (2004). Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw-Hill Companies, Inc. USA.
www.doctorfungus.org


Friday, 11 November 2011

น้ำท่วม: อย่าประมาท..เมื่อน้ำดื่ม (ประปา) ไม่ปลอดภัย

by meepole

จากข่าวที่รายงานว่า ..ผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นนทบุรี จากการสอบสวนพบผู้ป่วย 72 ราย โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือการดื่มน้ำประปาโดยไม่ได้ต้มสุก ซึ่งสอดคล้องกับน้ำประปาในพื้นที่ดังกล่าวมีคุณภาพต่ำ....” (http://www.matichon.co.th/วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554)

หลังจากนั้นมีการชี้แจงออกมา  ดังข่าว
กปน. เตือนให้ระวังน้ำท่วมเข้าถังพักน้ำใต้ดิน ยันท้องเสียไม่ได้เกิดจากน้ำประปา
นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) แจ้งว่าตามที่มีข่าวว่ามีผู้บริโภคน้ำประปาแล้วเกิดการท้องเสีย กปน.ขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาแม้ว่าคุณภาพน้ำประปาในช่วงที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมเข้าคลองประปา จะมีกลิ่นและสีผิดจากปกติ แต่ยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะได้เพิ่มการตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพน้ำทั้งในระบบน้ำดิบและการผลิตน้ำ โดยเพิ่มการใช้ด่างทับทิม POWER ACTIVATED CARBON หรือถ่านกัมมันต์ และคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำ มั่นใจว่าปลอดภัย และอยู่ในมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด จึงไม่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้  ที่ผ่านมาน้ำประปา ก็ไม่เคยตรวจพบเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหารใดๆ รวมถึงปริมาณโครเมียม แคดเมียม และตะกั่ว ในคลองประปา ก็ยังตรวจพบว่าดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ขณะนี้กปน.ได้ปรับปรุงคุณภาพน้ำและกระบวนการผลิตน้ำประปาจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ…"
ไม่ว่าจะรับหรือปฏิเสธ น่าเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงก็คือชาวบ้านท้องร่วงกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็แสดงว่าทุกคนในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตน้ำท่วมหรือไม่ หากจะมองว่าเป็นผลมาจากน้ำดื่ม ไม่ว่าจากน้ำประปาหรือน้ำบรจุขวดก็มีโอกาสที่จะเป็นสาเหตุของท้องเสียได้ทั้งสิ้น หากน้ำดังกล่าวนั้นปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค อาจเป็นด้วยขบวนการผลิต

แม้ว่าจะยืนยัน หรือนั่งยัน เอานายกฯมายันว่าน้ำที่ผลิตจากการประปานั้นได้มาตรฐาน เอาไปพิสูจน์กันที่ต้นทาง ก็เลยไม่เข้าใจว่า คิดไม่ได้หรือคิดไม่ถึง เพราะน้ำที่เขาร้องเรียนว่าขุ่น ไม่สะอาด อยู่ที่ระหว่างทาง หรือปลายทาง ซึ่งในระหว่างทางท่อใต้ดินอาจรั่วเป็นจุดๆ หรือชำรุดทำให้มีการซึมเข้าไปของดิน โคลน สารปนปื้อน จุลินทรีย์ต่างๆ ทำให้น้ำไม่ได้มาตรฐานดังจุดเริ่มต้น

 ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ควรประชาสัมพันธ์ เตือนชาวบ้านว่ายังไงๆช่วงนี้ขอให้พยายามต้มน้ำก่อนดื่ม ไม่ต้องไว้ใจและภาชนะที่บรรจุน้ำดื่มก็ต้องล้างด้วยน้ำสะอาดเช่นกัน  หากน้ำมีการปนเปื้อนสามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ผู้ที่ติดเชื้อ HIV และผู้ที่มีระบบภูมิต้านทานต่ำก็มีโอกาสเสี่ยงสูงเช่นกัน

แม้ว่าโดยปกติแล้วร่างกายของคนเรามีระบบป้องกันและระบบภูมิคุ้มกันที่จะช่วยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้นสามารถติดเชื้อได้ง่าย
การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร (GI) ที่พบในน้ำดื่ม รวมถึงเชื้อปรสิต เช่น เชื้อคริปโตสปอริเดียม (Cryptosporidium) และเชื้อไกอาเดีย (Giardia) แบคทีเรียเช่น เชื้ออีโคไล (E. coli) เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้อชิเกลลา (Shigella) และเชื้อไวรัส เช่น เชื้อนอร์วอล์ค (Norwalk)

ขอย้ำว่า การบริโภคน้ำดื่มที่ไม่สะอาด การป้องกัน คือ ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว หากมีความขุ่น ใช้สารส้มแกว่งเล็กน้อย วางทิ้งไว้ ให้ ตกตะกอน  ค่อยๆริน ส่วนใสด้านบนออกมา แล้วนำมาต้มให้เดือด เดือดแล้วต้มต่ออีกอย่างน้อย 10-15 นาที นะคะ  กรณีน้ำประปาขุ่นชัดเจน หรือมีสีคล้ำ meepole ไม่แนะนำให้เราใช้คลอรีนเติมอีก แม้ว่ากปน.จะเป็นผู้เติมอยู่แล้วหรือเติมไม่เพียงพอก็ตาม เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจได้สิ่งไม่พึงประสงค์ที่อันตรายกว่าท้องร่วงเสียอีก (ขอยกไปเขียนวันหน้า เพราะต้องเขียนให้เข้าใจชัดเจนจริงๆ เชื่อเถอะค่ะหวังดีจริงๆ) และหากน้ำประปาที่ออกมามีกลิ่นคลอรีนก็ควรวางทิ้งไว้จนกลิ่นระเหยหมดก่อนจึงนำมาใช้

หากอยากจะทานน้ำแข็งก็เลือกซื้อน้ำแข็งที่ถูกหลักอนามัยไว้ใจได้ แต่ช่วงแบบนี้ meepole ขอบอกว่าควรเลี่ยงงดทานน้ำแข็งดีกว่า
หากทำอะไรไม่ได้มาก หรือไม่รู้จะทำยังไงดีกับน้ำดื่ม ก็ไม่ต้องทำอะไร ท่องไว้คำเดียว ต้มๆๆๆๆ ตอนนี้คงต้องบ้านใครก็บ้านคนนั้นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะท้องร่วงบางครั้งอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว
คราวหน้าจะเอาเรื่องน้ำบรรจุขวดก็อาจไว้ใจไม่ (ค่อย)ได้ มาให้อ่านค่ะ
เข้าไปอ่านพบเรื่องจากกปน.เลยเอามาลิงค์ไว้เผื่อเกิดประโยชน์ในบางข้อ แต่กรณีการเอ่ยอ้างหน่วยงาน หรือรับรองผลการตรวจสอบน้ำเหล่านั้นว่าไม่มีสารพิษเชื้อโรค อันนี้ส่วนตัวในฐานะอาจารย์ผู้สอนพิษวิทยา ชีวเคมี นักวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อว่าถูกต้องค่ะ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ ข้อจำกัดเงื่อนไขทั้งสิ้น ดังนั้นช่วงน้ำท่วมขังเช่นนี้ อย่างไรให้ระวังให้มาก ระเหยคลอรีนให้หมด แต่กระนั้นสิ่งที่meepole กังวลในน้ำนั้นไม่สามารถระเหยได้ค่ะ
ข้อแนะนำการใช้น้ำประปาในภาวะน้ำท่วม (กปน.) http://health.kapook.com/view32701.html

Wednesday, 9 November 2011

น้ำท่วม: สู้เชื้อโรคจากการลุยน้ำด้วยด่างทับทิม

by meepole

meepole ได้ยินข่าว ตั้งแต่เมื่อวานจนถึงวันนี้ที่เพิ่งออกมาเตือน เรื่องการติดเชื้อจากการลุยน้ำ ตลอดจนข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์บางฉบับ เตือนหญิงมีประจำเดือนลุยน้ำท่วมเสี่ยงติดเชื้อ เนื้อข่าว..อธิบดีกรมควบคุมโรค เตือนผู้หญิงมีประจำเดือนเดินลุยน้ำท่วมอาจติดเชื้อทางอวัยวะสืบพันธุ์ได้ แนะใส่กางเกงพลาสติกทับกางเกงนอก...และสื่อก็เอามาเตือนในโทรทัศน์
ข่าวที่คล้ายๆแบบนี้ก็มีอีก

ซึ่งจริงๆแล้วตอนนี้ไม่ว่า หญิง ชาย เด็ก ผู้ใหญ่ คนชรา มีความเสี่ยงของการติดเชื้อได้เหมือนกันหมด แต่สตรีในช่วงดังกล่าวร่างกายจะค่อนข้างอ่อนแอ และหากใครมีบาดแผลแล้วต้องลุยน้ำก็ยิ่งอักเสบติดเชื้อเพิ่มและลุกลามได้

ไม่เป็นไรเราพอสู้ได้ อย่าเครียด วันนี้ meepole ขอใช้ด่างทับทิมอีกเช่นกัน ด้วยมีคุณสมบัติที่สามารถทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรค (Pathogen Inactivation)จึงสามารถใช้ด่างทับทิมในการป้องกันและฆ่าเชื้อบนร่างกายเราหลังจากผ่านการลุยน้ำสกปรกในกทม. และที่อื่นๆที่กำลังท่วม ปกติด่างทับทิมถูกใช้เป็น  primary disinfectant มานานแล้ว

เมื่อสารนี้ละลายน้ำจะได้ permanganate ion (MnO4-)  ที่สามารถจัดการกับจุลินทรีย์ได้หลายชนิด(ไม่ทุกชนิด) เช่น แบคทีเรีย รา ไวรัส  โปรโตซัว และสาหร่าย เป็นต้น
ใช้สีขนาดขวดกลางนะคะ (มีขวดสีอ่อนและแก่ให้ไว้เป็นอ้างอิงเทียบกันค่ะ)
ขอขอบคุณ ผศ.ดร.รัตนา วงศ์ชูพันธ์และคุณณัฐพันธ์ สงวนศักดิ์บารมี นักวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมี ที่ร่วมด้วยช่วยกันเตรียมสาร เตรียมภาพนี้ส่งมาให้เพื่อใช้เทียบสีให้เข้าใจง่ายขึ้น

ดังนั้นด้วยวัตถุประสงค์เฉพาะกิจอันนี้ ให้ใช้สารละลายด่างทับทิม เข้มข้น 0.01%( เทียบสีที่ให้มา ใช้สีในขวดกลาง ห้าม!! เข้มกว่านี้นะคะ( สีอ่อนกว่าเล็กน้อยได้) เดี๋ยวผิวหนังระคายเคือง)เตรียมใส่ถังหรือกาละมัง กลับมาจากการลุยน้ำก็ใช้ล้างขา หากลุยน้ำเปียกจนถึงเอวและน้ำนั้นสกปรกมาก ก็ให้ล้างตัวด้วยน้ำที่มีก่อน แล้วนั่งแช่ลงในน้ำด่างทับทิมที่เตรียมไว้ประมาณ10 นาที (ไม่ต้องนานกว่านี้นะคะ) โดยเฉพาะคนที่มีบาดแผล และต้องลุยน้ำบ่อยๆป้องกันการติดเชื้อ และฆ่าเชื้อที่มากับน้ำ แล้วก็อาบน้ำ(สะอาด) ล้างออก
 (ไม่ต้องตกใจหากแช่ได้ 2-3 ครั้งผิวหนังจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนๆ ไม่นานจะจางหายไปเองเมื่อน้ำลด (หยุดใช้) ) มีวิธีเอาสีน้ำตาลออก ไว้บอกตอนน้ำลดแล้วนะคะ  :)

สารละลายเข้มข้นในระดับที่ใช้นี้ สามารถป้องกันรักษาแผลเปื่อย (eczema) เนื้อเยื่ออักเสบ (cellulitis )การอักเสบของช่องคลอด ปากช่องคลอด (vulvovaginitis) ได้  และควรทำทุกครั้งนะคะเมื่อลุยน้ำสกปรกมา
ทั้งหมดนี้อย่าลืมว่าใช้ในยามจำเป็นยามนี้ หากมีอาการเรื้อรังก็ต้องไปหาแพทย์

และอีกเช่นกันต้องเตือนกันว่าด่างทับทิมก็เหมือนสารเคมีทั่วไปที่เป็นอันตรายหากใช้ไม่ถูกต้อง และด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัวมันที่เป็น oxidizing agent (ไม่เข้าใจก็มองผ่านไปเลย ) มันก็เลยมีปฎิกิริยารุนแรงเวลาเจอกับสารคู่อริ (บางชนิด) แต่กับน้ำเราสามารถเอาด่างทับทิมมาละลายน้ำได้ แต่มันไม่ค่อยชอบน้ำเย็นสักเท่าไหร่ เวลาอยากจะเอาใจให้มันละลายได้ง่ายๆก็ละลายในน้ำอุ่น(อุ่น ไม่ไช่ร้อนนะคะ) ไม่ไช่แบบชงกาแฟ

อย่าลืมนะคะน้ำที่เราลุย มีเชื้อโรคสารพัดอยู่ มีพยาธิ จุลินทรีย์เยอะแยะทั้งอันตรายและไม่อันตราย แต่ยังไงเราก็มองไม่เห็น ดังนั้นพยายามอย่าให้เข้าทุกทวารของเรา หู ตา จมูก ปาก และช่องอื่นๆที่เป็นช่องทางเข้าในร่างกายรวมทั้งบาดแผลด้วย และกลับที่พักแล้วต้องชำระล้างร่างกายก่อน (อย่านั่งรอให้ตัวแห้ง จนลืม) เช็ดตัวให้แห้ง ปะแป้งให้หอม ช่วยลดความชื้นได้ด้วย
เพียงแค่นี้คงสบายใจขึ้นนะคะ พร้อมที่จะไปลุยต่ออย่างไม่เครียด

อ้างอิง : EPA. Guidance Manual  Alternative Disinfectants and Oxidants , 1999.

Friday, 4 November 2011

น้ำท่วม: การใช้ด่างทับทิมบรรเทาน้ำกัดเท้า และบาดแผล

by meepole

รู้จักน้ำกัดเท้ากันก่อน

โรคน้ำกัดเท้าไม่ไช่เพราะน้ำ (ที่ไม่มีปาก) กัดเรา หรือเป็นเพราะเท้าแช่น้ำ แต่โรคน้ำกัดเท้า เป็นผลจากการติดเชื้อราที่เท้า มักจะเป็นบริเวณง่ามนิ้วเท้า ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากเชื้อราที่ชื่อ Trichophyton rubrum เชื้อรากลุ่มนี้จะสร้างเอนไซม์ออกมาย่อย keratin ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนัง ทำให้ผิวหนังแตกเป็นแผล และมีอาการต่างๆตามมา
อาการที่พบได้ คือมีอาการคัน และมีอาการเจ็บบริเวณง่ามนิ้วเท้า บางครั้งจะพบเป็นตุ่มน้ำ หรือพบเป็นแผล ในผู้สูงอายุ อาจพบเป็นสะเก็ด และผิวหนังแห้ง บริเวณง่ามนิ้วเท้า จะแดง ลอก มีรอยแตก หรือมีสะเก็ด พบบ่อยที่สุดที่ระหว่างนิ้วกลาง นิ้วนาง และระหว่างง่ามนิ้วนางกับนิ้วก้อย บางคนที่มีแผล อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติมได้ โดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน
สาเหตุส่วนใหญ่เกิดในที่มีอากาศร้อนชื้น ภาวะน้ำท่วม แช่น้ำนานๆ หรือการใส่รองเท้าที่อับชื้นเป็นเวลานานๆ จะทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อมากขึ้น (ขอบคุณ http://www.komchadluek.net/)

การใช้ด่างทับทิมกับโรคน้ำกัดเท้า

ดังนั้นในช่วงน้ำท่วมที่เท้าเราต้องแช่น้ำเป็นเวลานานกว่าปกติ เท้าของแต่ละคนบอบบางไม่เท่ากัน บางคนเท้าหนา บางคนเนื้อบาง แต่ตรงที่บางมากของฝ่าเท้าคือ ง่ามนิ้วนั่นเอง น้ำกัดเท้าจึงมักเริ่มที่ง่ามนิ้วก่อน จะเห็นว่าเริ่มเป็นสีอมชมพู คัน และเปื่อยสลับกัน และเมื่อเกามากๆก็เกิดแผลที่มากขึ้น ลามไปทั่วและเป็นช่องทางให้เชื้ออื่นๆที่มากับน้ำโจมตีเข้าไปในร่างกายได้ง่าย ดังนั้นนอกจากจะพยายามสุดความสามารถที่จะไม่ให้เท้าแช่ในน้ำนานเกินไปแล้ว ก็พยายามทำให้เท้าแห้งโดยเร็ว หลังจากลุยน้ำ (ที่สกปรกแน่นอน) เมื่อเข้าที่พักให้พยายามล้างเท้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้ง แล้วใช้แป้งเด็กกระป๋อง โรยง่ามเท้า รองเท้าต้องไม่อับ มีแดดหมั่นผึ่งแดดให้แห้ง
คุณผู้ชายที่ใส่ถุงเท้าต้องไม่ใส่ถุงเท้าที่เปียกชื้น ให้รีบถอดตากแห้ง  และก่อนใส่ถุงเท้าเช็ดเท้าให้แห้งก่อน เพราะน้ำที่คุณย่ำอยู่ตอนนี้ล้วนน้ำสกปรกมากทั้งสิ้น ไม่ใส่ขณะที่เท้าชื้น ให้ล้างเท้าด้วยน้ำสะอาดก่อน หากเป็นโรคน้ำกัดเท้าแล้ว ไม่สบายเลย
หากตอนนี้เริ่มมีอาการเปื่อยคันที่เท้า และยังไม่มียารักษา (ตอนนี้ทราบว่าขาดชั่วคราว เภสัชจุฬา กำลังผลิตอยู่-ตามข่าว) ตอนนี้ก็ใช้ด่างทับทิมบรรเทาไปก่อน ดังนี้

ใส่ด่างทับทิมในกาละมังที่จะแช่เท้า ให้เป็นสีชมพูบานเย็น (ประมาณ 10 มิลลิกรัม/ลิตร) เตรียมสารละลายด่างทับทิมจนเป็นสีที่ให้มา(ดังรูป A) ขอย้ำว่าอย่าให้สีเข้มเกินจากรูปที่ให้มานี้ (อย่าลืมคนให้ละลายหมดก่อนจึงแช่เท้า) แช่นานครั้งละ 15 นาทีทุกเช้าและบ่าย (เอาเป็นว่าวันละอย่างน้อย 2 ครั้ง ทิ้งระยะเวลาห่างกันหน่อย) ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แล้วเท้าคุณจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลสักช่วงหนึ่ง แต่อย่ากังวลนะคะ เพราะเชื้อราที่วุ่นวายกับขาคุณจะค่อยๆตายจากไป พร้อมกับสีน้ำตาลจะค่อยๆจางลงในเวลาไม่นานนัก ตอนน้ำลด meepole จะบอกให้ว่าจะแก้สีน้ำตาลได้อย่างไร

รูป A             รูป B

ภาพ (ซ้ายมือ รูป A )นี้เป็นสีของสารละลายด่างทับทิมที่ความเข้มข้น10 มิลลิกรัม/ลิตร (ขวามือ เป็นความเข้มข้น 20 มิลลิกรัม/ลิตร ..สีเข้มกว่า) ได้เตรียมสารละลายในห้องปฎิบัติการ เอาภาพมาให้เปรียบเทียบดูสีกันค่ะ

meepole ต้องขอขอบคุณ ผศ.ดร.รัตนา วงศ์ชูพันธ์และคุณณัฐพันธ์ สงวนศักดิ์บารมี นักวิทยาศาสตร์ ภาควิชาเคมี ที่ร่วมด้วยช่วยกันเตรียมสาร เตรียมภาพนี้ส่งมาให้เพื่อใช้เทียบสีให้เข้าใจง่ายขึ้น (จะมีภาพแถบสีเทียบความเข้มข้นของด่างทับทิมใช้เทียบในบทความต่อไปค่ะ)

นอกจากจะช่วยให้สะอาดแล้ว หากมีบาดแผลอื่นๆสารละลายด่างทับทิมยังช่วยบรรเทาอาการปวด ทำให้แผลหายเร็ว และลดการอักเสบได้
หากน้ำลดและสามารถออกมาหาซื้อยารักษาได้ก็จะดีนะคะ อย่าปล่อยให้ลามขยายกว่าที่เป็น

ข้อระวังการใช้
ไม่ให้สารละลายด่างทับทิมเข้าตา ดังนั้นไม่ควรใช้สารละลายด่างทับทิมล้างหน้านะคะ และผู้หญิงมีครรภ์การใช้สารละลายด่างทับทิมต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ท้ายสุดนี้ยังไงก็อย่าลืมนะคะว่า ห้ามใช้มือเปล่าหยิบด่างทับทิมเป็นอันขาด อันตรายค่ะ

ช่วงนี้ยามที่อะไรๆก็ยังไม่ลงตัวก็ดูแลตัวเองให้สุขภาพแข็งแรง คนที่น้ำไม่ท่วมบ้านก็ช่วยบอกต่อไปยังคนที่ประสบปัญหาด้วย ถือว่าจะได้ร่วมด้วยช่วยกันในยามนี้ บอกต่อ ก่อบุญค่ะ

คราวหน้าจะเป็นเรื่อง การใช้ด่างทับทิมในการฆ่าเชื้อชนิดต่างๆในน้ำ (อาจเป็นวันอังคาร เพราะตอนนี้ต้องเตรียมตำราสอนนศ.อาทิตย์หน้า)
อ้างอิง
http://webdb.dmsc.moph.go.th/
http://miniscience.com
http://www.medicinenet.com/

Wednesday, 2 November 2011

น้ำท่วม: การใช้ด่างทับทิมในครัวเรือน

by meepole


จากตอนที่แล้วได้บอกว่าสารทุกชนิดเป็นพิษ มากน้อยขึ้นกับปริมาณที่ใช้ ดังนั้นปริมาณที่ใช้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องระมัดระวัง การนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดจึงต้องศึกษาให้รู้ ทำความเข้าใจก่อนใช้ เพราะปริมาณการใช้ที่ถูกต้องย่อมเกิดประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์

ดังนั้นตอนนี้จึงขอเขียนเรื่องของการนำด่างทับทิมมาใช้ประโยชน์ต่างๆกัน ปริมาณ/หน่วย ที่เขียนนี้ผู้อ่านหากไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์อาจนึกจินตนาการปริมาณไม่ชัด ดังนั้น meepole จะนำมาแสดงเป็นสีตามความเข้มข้นต่างๆ เพื่อให้เปรียบเทียบอย่างเห็นภาพ (ต้องไปเตรียมที่ห้องปฎิบัติการก่อน แล้วจะถ่ายภาพนำมาลงในโอกาสต่อไป) แต่ตอนนี้จำก่อนว่าให้สีชมพูอ่อนใสไว้ก่อน จะปลอดภัยต่อเราและก็ฆ่าเชื้อได้ในระดับหนึ่งแล้ว

การใช้ด่างทับทิมล้างผัก ผลไม้

วิธีการใช้คือ ใช้ปริมาณด่างทับทิม 3-5 เกล็ดต่อน้ำ 2 ลิตร (เกล็ดด่างทับทิมเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน บางบริษัททำจนเป็นผง ก็คงต้องลองค่อยๆใส่ทีละน้อยๆแล้วคนให้ละลาย พอเริ่มเห็นเป็นสีชมพูอ่อนก็ใช้ได้)

การตวงน้ำก็ใช้ขวดน้ำดื่มวัดปริมาตรน้ำ ไม่แน่ใจว่าใช้ปริมาตรน้ำเท่าใดก็เอาไปผสมในขวดน้ำดื่ม แล้วดูปริมาตรน้ำที่ข้างขวดว่าปริมาตรเท่าใด (จะได้สีชมพูอ่อนใส ดูรูปจากบทความก่อนหน้านี้) และคนให้ละลายหมดก่อน(เขย่าขวดเบาๆก็ง่ายดี) จึงใส่ผักลงไป (ในกาละมัง หรือภาชนะ ไม่ไช่ในขวดนะเจ้าคะ)  แช่ผักทิ้งไว้นานอย่างน้อย 10 นาที และไม่ควรนานเกินไป แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ลิตร นาน 2 นาที หรือสังเกตดูต้องไม่มีสีชมพูค้างอยู่
อันนี้จะช่วยป้องกันอหิวาตกโรค (cholera) และโรคที่มากับน้ำบางชนิดได้
และยังสามารถช่วยลดสารเคมีตกค้างได้ประมาณ 30-40% ด้วย



หมายเหตุ หากสังเกตุให้ดีขวดน้ำดื่มแต่ละยี่ห้อมีปริมาตรไม่เท่ากัน เป็นเรื่องของการทำธุรกิจกับราคา ที่บางครั้งผู้ซื้อไม่สังเกตุเทียบปริมาตรดูแต่ราคา เพราะต่างเล็กน้อย ขวดแรกเขียนว่า 1500 ml  (คือ1.5 ลิตร) ขวดที่สองเขียนว่า 600 ml (คือ 0.6 ลิตร)  ขวดที่สามเขียนว่า 500 ซม3  (นี่ล่ะครึ่งลิตร) ขวดที่สี่เขียนว่า 330 ml หรือ 330 มล. สุดท้ายแก้วน้ำเขียนว่า 220 cm3 

อันนี้อย่าเข้าใจผิดคิดว่า meepole ใส่หน่วยวุ่นวายจังนะคะ เพราะนี่ลอกมาจากข้างขวดเลย  หน่วยปริมาตรน้ำดื่มก็ยอดมากของใครของมัน หน่วยไทยบ้าง ตปท.บ้าง งงดี ไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานเลย

ช่วงนี้ที่น้ำใช้ไม่สะอาดก็หลีกเลี่ยงการทานผักสด หากมีเปลือกก็ปอกผิวเปลือก ผลไม้ก็เช่นกัน แต่หากอยากทานจริงๆก็ควรทำตามวิธีข้างต้น

ตอนหน้าจะเป็นเรื่อง การใช้ด่างทับทิมเพื่อแก้น้ำกัดเท้า

Sunday, 30 October 2011

น้ำท่วม :อาหารไม่บูดทำอย่างไร


วันนี้ดูข่าวช่อง 3 ที่ร่วมกับนายตัน ที่คิดว่าเขาตั้งใจดี มีจุดประสงค์ดี แต่อาจไม่น่าจะเกิดผลเท่าใดนัก คือการเอาอาหารกล่อง อาหารสดที่ปรุงเสร็จที่คนมาบริจาค ใส่ตู้แช่แข็งที่ -5 C เพื่อให้อาหารเสียช้า เพราะที่ผ่านมาอาหารมักจะเสีย บูดเมื่อถึงมือผู้บริโภค เป็นความตั้งใจดี แต่อยากให้เขาทดลองเอาอาหาร (ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ฯ) ที่แช่แข็งแล้วนั้นออกมาตั้งให้คลายเย็นว่า ใช้เวลาเท่าใดจึงคลายเย็นหมด และเมื่อคลายแล้วหากไม่มีไฟฟ้า หรือแก๊สหุงต้มสำหรับอุ่นแล้ว อาหารเหล่านั้นทานได้ปกติหรือไม่ ขอให้สังเกตเม็ดข้าวดูให้ดี เพราะ meepole เคยทดลองมาแล้ว เคยทำมาแล้วตอนเรียนที่ตปท. (วิธีแช่แข็งจะเหมาะสำหรับการเก็บไว้นานๆ) อยากให้มีการบอกเสนอไปยังช่อง 3 ก่อนที่จะทำมากกว่านี้ หากเป็นการส่งไปที่ๆมีไฟฟ้าใช้ก็ย่อมได้ เพราะเข้า microwave หรืออุ่นได้

จริงๆวิธีการถนอมอาหารให้ยาวเป็นวันโดยไม่บูดก็มีวิธีต่างๆ meepole ขอเสนอความคิดดังนี้
(ทุกข้อมีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น)
  • หุงข้าวสวยใส่น้ำส้มสายชูลงไปเล็กน้อย (ไม่ให้เปรี้ยวนะ) ข้าวจะบูดช้า
  • หุงข้าวให้ค่อนข้างแห้งไม่แฉะหรือเปียกมาก
  • อย่าพยายามใช้ข้าวที่เคลือบสมุนไพรต่างๆ โดยเฉพาะ อัญชัญ ฯ
  • ตักข้าวใส่กล่องโฟมหรือถุงพลาสติกตอนอาหารเย็นลงแล้ว (ปิดคลุมภาชนะระหว่างรอ) เพื่อลดไอน้ำในกล่องหรือถุงลง
  • กับข้าวที่ปรุงให้พยายามใส่เครื่องเทศ เช่นกระเพรา โหระพา ขมิ้น พริกไทย แต่ต้องผัดให้สุก เน้นต้องให้สุก ผัดผักทุกอย่างต้องสุก อย่าแบบครึ่งสุกครึ่งดิบ หรือไม่ก็ไม่ใส่ผัก โดยเฉพาะเห็ดไม่ควรใส่
  • ไม่มีกะทิ ทุกอย่าง (แกง ต้ม ผัด) ในงานนี้
  • ข้าวผัดก็อย่าผัดแฉะ ผักทุกอย่างที่ใส่ต้องผัดให้สุก
  • หากเป็นข้าวหมูแดงไม่ต้องหั่นหมูเป็นชิ้นๆ ให้หั่นชิ้นใหญ่ชิ้นเดียวเท่าที่จะให้ เพื่อลดการ contaminate ลง แตงไม่ต้องใส่
  • ช่วงนี้หากทำเนื้อสัตว์ผัดเค็มแห้งๆใส่พริกไทย เนื้อสัตว์ผักเกลือ ซี่อิ้วดีที่สุด (อย่าให้แฉะมาก) แยกใส่ถุงต่างหาก (อย่าราดหน้า) อะไรให้ข้าวแฉะ
  • ช่วงนี้ผักสดไม่ต้องแนบไป ภาวะเช่นนี้ไม่ต้องครบเครื่องเอาแบบที่ได้ทานดีกว่า
ใครเข้ามาอ่านแล้วมีช่องทางบอกต่อช่วยบอกต่อด้วย เพราะ meepole ไม่ได้ใช้ facebook เจ้าค่ะ เสนอความคิดอื่นๆที่จะช่วยกันได้ยิ่งดี สาธุ

Friday, 28 October 2011

น้ำท่วม : ด่างทับทิมใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

by meepole

ด่างทับทิม ( Potassium permanganate )

เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็นผลึกเล็กๆ สีม่วงเข้ม แววเงา ไม่มีกลิ่น เมื่อละลายน้ำจะได้สารละลายสีม่วงหรือสีชมพูอมม่วง

ชาวบ้านทั่วไปมักจะรู้จักประโยชน์ของด่างทับทิมในแง่การฆ่าเชื้อ ดังนั้นแม่บ้านเลยนิยมนำมาแช่ผัก ผลไม้  คนเลี้ยงปลาไม่ว่าปลาตู้ ปลาบ่อ ก็นำมาใช้เช่นกัน

ปัญหาคือเรามักจะคิดว่าเมื่อใช้ด่างทับทิม แช่ผัก ผลไม้ได้ แสดงว่าสารนี้น่าจะปลอดภัย คงกินได้ไม่อันตรายนัก

แต่จริงๆไม่ไช่เช่นนั้น คนไทยมักจะใช้สิ่งต่างๆตามคำบอกต่อๆ โดยไม่ลงลึกทำความเข้าใจก่อนใช้ ทำให้เกิดอันตรายหลายต่อหลายเหตุการณ์โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จริงๆแล้วความจริงข้อหนึ่งที่ทุกคนต้องจำให้ได้ขึ้นใจในการใช้สารทุกประเภทคือ
สารทุกชนิดเป็นสารพิษ ไม่มีสารใดเลยที่ไม่มีพิษ  ปริมาณที่รับเข้าสู่ร่างกายเป็นสิ่งที่แยกว่าสารที่เข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นพิษหรือเป็นประโยชน์ " นี่เป็นคำกล่าวของ พาราเซลซัส บิดาแห่งสาขาวิชาพิษวิทยา เมื่อ meepole สอนวิชาพิษวิทยา คำกล่าวนี้จะเป็นตัวเริ่มของการสอนเลย

จากคำกล่าวนี้เป็นความจริงที่ว่า ไม่มีสารใดที่ไม่เป็นพิษ แสดงว่าด่างทับทิมก็หนีไม่พ้น เพียงแต่ปริมาณการใช้ที่เหมาะสมเท่านั้นจะทำให้ปลอดภัย

ประโยชน์ด่างทับทิม

ใช้เป็นสารฟอกขาว เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ผสมลงในน้ำเพื่อใช้ฆ่าเชื้อ กระทั่งใช้แก้พิษ เป็นต้น

ในกรณีที่เร่งด่วนน้ำท่วมไม่มีน้ำสะอาดใช้เช่นนี้ meepole จึงเขียนเพียงย่นย่อก่อน (ค่อยแอบมาเติมเพิ่มวันหน้า) ให้ช่วยกันเอาไป บอกต่อ ก่อบุญ  ให้เข้าใจการใช้ด่างทับทิมอย่างปลอดภัยและเกิดโทษน้อยที่สุด ขอยกกรณีที่แม่บ้านถามมาในรายการโทรทัศน์ก่อนว่า จะใช้ด่างทับทิมฆ่าเชื้อได้หรือไม่  และปริมาณที่ใช้รู้ได้อย่างไร

การนำด่างทับทิมมาใช้ในจุดประสงค์ฆ่าเชื้อโรคในน้ำใช้ ไม่ใช้ใส่น้ำแล้วนำมาดื่ม

ฆ่าเชื้อโรคได้จริงหรือ

จริงค่ะ  แต่ก็ไม่ทุกชนิด สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ตลอดจนสาหร่าย ได้บางชนิด แต่ทั้งนี้ขึ้นกับความเข้มข้น และระยะเวลาที่ใช้ หากเข้มข้นเกินไปก็เป็นอันตรายต่อเรา

ใช้ปริมาณเท่าใดจึงไม่อันตราย

เนื่องจากเราชาวบ้านไม่สามารถที่จะมีเครื่องมือในการ ชั่ง ตวง วัด ได้ดังนั้นจึงขอให้ใช้วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูจากสี ซึ่งเป็นการประมาณที่ไกล้เคียง ถ้าจะใช้ฆ่าเชื้อในน้ำใช้ ให้ค่อยๆใส่แล้วคนให้ละลายหมดก่อน สังเกตสี สีที่สามารถนำมาใช้ในระดับปลอดภัยเป็นสีชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน (ดูสีเทียบจากภาพ)

สีชมพูใส หลอดที่สองจากขวาไปซ้าย  หลอดกลางเริ่มเข้ม  ขวาสุดเข้มมากไป อันตรายต่อผิวหนังแล้ว

หากเป็นสีชมพูใส ก็ประมาณได้ว่าความเข้มข้นจะประมาณ 1 ส่วนในล้านส่วน และหากสารละลายเป็นสีม่วงแล้วก็ประมาณได้ว่าความเข้มข้นจะประมาณ 1 ส่วนใน 76,000 (65 mg/4.5 l) ซึ่งเริ่มเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้แล้ว

หากใช้ด่างทับทิมเพื่อฆ๋าเชื้อในน้ำล่ะก็ ต้องทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จึงจะนำน้ำนั้นไปใช้

นอกจากนี้ด่างทับทิม (เข้มข้น 1-4%) สามารถใช้กำจัดเหล็ก และแมกนีเซียมที่เจือปนมาในน้ำ  เราจะพบปริมาณแมกนีเซียมมากในอุจจาระ ดังนั้นการใช้มีการใช้ด่างทับทิม จะช่วยฆ่าแบคทีเรีย รา ไวรัส และสาหร่าย ด้วยความเข้มข้นขนาดนี้สามารถกำจัดกลิ่นดินกลิ่นสาบของน้ำ ได้ด้วย

ข้อควรระวังในการใช้ด่างทับทิม

ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารที่เกิดปฎิกิริยารุนแรง กระทั่งสามารถลุกไหม้ได้เมื่อถูกกับสารละลายบางชนิด ดังนั้นควรระมัดระวังในการเก็บ วางให้พ้นมือเด็กด้วย

เนื่องจากเป็นสารที่สามารถเกิดปฎิกิริยารุนแรงกับสารบางชนิดได้  ดังนั้นการใช้สารนี้จึงควรระมัดระวังไม่ให้สัมผัสผิวหนังโดยตรง (ไม่เอามือหยิบผลึก) เพราะจะทำให้ผิวแห้งเป็นขุย ถ้าสารละลายเข้มข้นจะทำให้เป็นผื่นแดง ปวด หรือเป็นแผลไหม้ หรือเป็นจุดด่างสีน้ำตาล ระวังการปลิวเข้าตาเพราะผลึกเบาจะทำให้การมองเห็นไม่ชัดหรือตาบอดได้  การหายใจเข้าไปก็ทำให้ระคายเคือง ไอ หายใจถี่ขึ้น

กลืนกินเข้าไปอันตรายหรือไม่ อย่างไร

การกลืนกินด่างทับทิมเข้าไปก็อันตรายไม่ว่าในสภาพของแข็ง หรือของเหลวที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้กระเพาะเป็นแผลไหม้รุนแรง บวมน้ำ ความดันเลือดต่ำถึงตายได้
พบว่าที่ความเข้มข้นเพียง 1% ทำให้ลำคอไหม้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
ความเข้มข้น 2-3% ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง คอบวม หายใจไม่ออก

แม้ว่าด่างทับทิมจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากใช้ได้ไม่ถูกต้องอาจทำ ให้เกิดอันตรายหรือเป็นพิษต่อร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นผู้ใช้จะต้องใช้อย่างเข้าใจ และระมัดระวัง ผลข้างเคียงจากการใช้ด่างทับทิม


ตอนหน้าจะเขียนเรื่องการใช้ด่างทับทิมในการล้างผักสด ผลไม้ ตลอดจนการใช้เป็นสารแก้พิษ และอื่นๆ

อ้างอิง:
http://www.fda.moph.go.th/
http://www.oxidationsystems.com/products/permanganate.html

Wednesday, 26 October 2011

น้ำท่วม :อันตราย อย่าเข้าใจผิด อุทัยทิพย์ ไม่ใช่ด่างทับทิม

by meepole
ผลึกด่างทับทิม

meepole ขอออกตัวก่อนว่าที่เขียนต่อไปนี้ไม่ได้ต้องการ discredit ใคร ไม่ได้จับผิด หรือ..แต่ประการใด แต่ช่วงนี้ติดตามข่าวความเดือดร้อนของคนร่วมชาติด้วยความห่วงใยและไม่สบายใจเช่นกัน  อยู่ไกลช่วยอะไรไม่ได้มากนอกจากให้กำลังใจและติดตามศึกษาเรื่องราวต่างๆเก็บเป็นประสบการณ์ไว้หากจะมีภัยเช่นนี้เกิดอีกในถิ่นที่อยู่จะได้ ช่วยผู้อื่นได้ ดังนั้นไม่ว่าโทรทัศน์ช่องใด ใครเชิญใครมาให้ความรู้ก็จะดูและฟังเรียนร่วมรู้ไปด้วย และเชื่อว่ามีคนส่วนมากก็ติดตามเรียนรู้เช่นกัน  ดังนั้นการเสนอหรือแนะอะไรที่ไม่ถูกต้อง หรือที่ทำให้เข้าใจผิด เป็นดาบสองคมที่อันตรายมากเพราะในตอนนี้ ที่คนกำลังตื่นกลัว กังวล บอกอะไรเขาก็ทำตามหมด

เมื่อเช้านี้ได้ดูข่าวของ TV ช่อง PBS ที่มีการเชิญหลายๆคนที่มีประสบการณ์ด้านต่างๆออกมาให้ความรู้ เป็นรายการที่ดี ที่ meepole ได้โอกาสเรียนรู้หลายๆเรื่องมาแล้วเช่น คุณบิณฑ์ มาพูดเรื่องภูมิปัญญาชาวบ้านเรื่องคนถูกไฟฟ้าดูด จะลดประจุก่อนทำอย่างไร  และมีเรื่องการทดสอบไฟรั่ว การประดิษฐ์ของใช้ต่างๆสำหรับชีวิตมากมาย โภชนาการในยามนี้ที่ไม่มีไฟฟ้า หรือยามที่ต้องเก็บอาหารให้กินได้นานๆ ก็เก็บสาระไว้

แต่เช้านี้มีการเชิญรองคณบดี (ดร.)ท่านหนึ่งจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง มาพูดเรื่องน้ำดื่ม น้ำใช้(ไม่ได้ตามตอนต้น) แต่ช่วงที่เปิดพบว่ากำลังพูดเรื่องชุดของที่จะแจกให้ชาวบ้านใช้จัดการกับน้ำดื่ม น้ำใช้ ที่ไม่สะอาดในช่วงนี้ และในชุดนั้นก็มีสารส้ม ที่จะช่วยตกตะกอนสิ่งที่แขวนลอยในน้ำ  พร้อมกับสาธิตใช้ชุดที่มีขวดของเหลวที่เรียกชื่อว่าหยดทิพย์ ซึ่งเป็นสารละลายคลอรีน 2 % ที่ใช้หยดลงไปในน้ำ เพื่อฆ่าเชื้อ ก็บอกให้ใช้ 2 หยด มีหลายอย่างที่พูดแปลกๆ แม้จะไม่ถูกต้องบ้างก็ไม่ serious ฟังไปเรื่อยๆแล้วก็บอกคนที่บ้าน meepole ว่าตรงนี้ไม่ไช่ ตรงนี้ไม่ถูก ที่ถูกเป็นอย่างไร กลัวเข้าใจผิด พอดีมีแม่บ้านโทรเข้าในรายการ ถามเรื่องด่างทับทิม ที่เขามีอยู่ว่าจะใช้ฆ่าเชื้อได้ไหม ใช้อย่างไร  ใช้แค่ไหนจึงพอ เพราะเธอไม่มีคลอรีน  อาจารย์ท่านนี้อธิบายว่าใส่  2 หยด เธอก็บอกว่าด่างทับทิมเธอเป็นผง (จริงๆเป็นผลึก) ดร.ท่านนี้บอกว่าให้เอาไปละลายน้ำก่อนใช้ แล้วเก็บไว้ เวลาใช้ก็บีบใส่ 2 หยด  (ตรงนี้ไม่ถูกนักค่ะ)  และมาถึงตรงนี้พิธีกรถามว่าแล้วใช้น้ำยาอุทัยที่เป็นสีชมพูแบบนั้นจะเหมือนกันไหม ได้ไหม  ตอนนี้ดร.ท่านนี้บอกว่าเหมือนกัน หรือว่าไช่ ?? และจากนั้นพิธีกรถามในลักษณะที่มีคำตอบที่ทำให้เข้าใจว่าน้ำยาอุทัยกับเจ้าด่างทับทิมที่ละลายน้ำแล้วเป็นสีชมพูนั้นมีผลฆ่าเชื้อใช้แทนได้ และฟังต่ออาจเข้าใจผิดคิดต่อได้ว่ามันคือส่วนผสมที่คล้ายกัน (หากใครสามารถ replay เทปนี้ให้ลองเปิดดูและฟังใหม่)  ตรงนี้ ทำให้ meepole รู้สึก serious เพราะความเข้าใจผิดตรงนี้ มีผลต่อสุขภาพและถึงแก่ชีวิตได้

จึงต้องเขียนหัวข้อนี้ขึ้นมาเพื่อใครที่ได้ฟัง และเข้าใจผิดจะได้เข้าใจใหม่และอยากให้บอกต่อๆให้เข้าใจด้วย ว่าด่างทับทิม ไม่ใช่น้ำยาอุทัยทิพย์ และน้ำยาอุทัยทิพย์ไม่มีส่วนผสมของด่างทับทิม แม้ว่าจะมีสีชมพูอมม่วงเมื่อใส่ในน้ำ และวัตถุประสงค์การใส่ และคุณสมบัติของ2 สิ่งนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง   เรื่องน้ำยาอุทัยทิพย์ meepole ได้ค้นมาให้ไว้ดังนี้

"อุทัยทิพย์" เป็นสมุนไพรไทยที่สกัดจากพฤกษาธรรมชาติ 32 ชนิด อันได้แก่ ฝาง, ดอกคำฝอย, หญ้าฝรั่น, มะลิ, พิกุล, บุนนาค, บัวหลวง เป็นต้น ซึ่งนับเป็นภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทยที่สร้างไว้จากอดีต...สู่ปัจจุบัน สีของอุทัยทิพย์ที่มีสีแดงสกัดมาจากสีของไม้ฝางซึ่งเป็นสีที่มาจากธรรมชาติ แล้วยังมีสรรพคุณในการบำรุงเลือด บำรุงหัวใจอีกด้วย.
http://www.utaitip.com/history-th.html

ด่างทับทิม หรือ หรือโปแตสเซียมเปอร์มังกาเนต (POTASSIUM PERMANGANATE : KMnO4)
จัดเป็นสารอันตรายตัวหนึ่ง มีลักษณะเป็นเกล็ดหรือผลึกแข็ง สีม่วง สามารถละลายได้ในน้ำ ให้สีชมพูหรือม่วงเข้ม ขึ้นอยู่กับปริมาณและความเข้มข้น มีการนำมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม เช่น ใช้เป็นสารฟอกขาวเส้นใยสิ่งทอ ใช้ย้อมสีไม้และผ้า และใช้ เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา โดยผสมลงในน้ำเพื่อใช้ฆ่า เชื้อ และมีนำมาใช้ในครัวเรือนโดยนำมาใช้ในการล้างผัก ผลไม้

แต่การใช้ต้องระวังอย่าให้เข้าตา (อาจระคายเคืองรุนแรงหรือบอดได้ ) โดนผิวหนัง (ห้ามใช้มือหยิบเกล็ดหรือผลึกขึ้นมา และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมือชื้นหรือเปียก)  หลีกเลี่ยงการได้รับสารเป็นเวลานานหรือซ้ำหลายครั้ง

แม้ว่าด่างทับทิมจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากใช้ได้ไม่ถูกต้องอาจทำ ให้เกิดอันตรายหรือเป็นพิษต่อร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นผู้ใช้จะต้องใช้อย่างเข้าใจ และระมัดระวัง ผลข้างเคียงจากการใช้ด่างทับทิมมีหลายประการ และอันตรายถึงชีวิตทีเดียว  

จึงขอเตือน และยืนยันว่าน้ำยาอุทัยทิพย์ ไม่ใช่ด่างทับทิม และใช้แทนกันไม่ได้ ห้ามดื่มน้ำด่างทับทิม และน้ำยาอุทัย ก็ไม่สามารถใช้ฆ่าเชื้อโรคได้  ดังนั้นหากจะดื่มน้ำในช่วงนี้โดยการเติมด่างทับทิม อันตรายนะคะ
http://www.chemtrack.org/MSDSSG/Trf/msdst/msdst7722-64-7.html

อ่านรายละเอียดของ ด่างทับทิม อันตราย และการใช้ให้ปลอดภัยได้เร็วๆนี้ค่ะ
  อ่านต่อ http://meepole.blogspot.com/2011/10/blog-post_28.html