Showing posts with label น้ำดื่มปลอดภัย. Show all posts
Showing posts with label น้ำดื่มปลอดภัย. Show all posts

Friday, 11 November 2011

น้ำท่วม: อย่าประมาท..เมื่อน้ำดื่ม (ประปา) ไม่ปลอดภัย

by meepole

จากข่าวที่รายงานว่า ..ผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งใน อ.เมือง จ.นนทบุรี จากการสอบสวนพบผู้ป่วย 72 ราย โดยมีปัจจัยเสี่ยงคือการดื่มน้ำประปาโดยไม่ได้ต้มสุก ซึ่งสอดคล้องกับน้ำประปาในพื้นที่ดังกล่าวมีคุณภาพต่ำ....” (http://www.matichon.co.th/วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554)

หลังจากนั้นมีการชี้แจงออกมา  ดังข่าว
กปน. เตือนให้ระวังน้ำท่วมเข้าถังพักน้ำใต้ดิน ยันท้องเสียไม่ได้เกิดจากน้ำประปา
นายเจริญ ภัสระ ผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.) แจ้งว่าตามที่มีข่าวว่ามีผู้บริโภคน้ำประปาแล้วเกิดการท้องเสีย กปน.ขอชี้แจงว่าที่ผ่านมาแม้ว่าคุณภาพน้ำประปาในช่วงที่เกิดวิกฤติน้ำท่วมเข้าคลองประปา จะมีกลิ่นและสีผิดจากปกติ แต่ยืนยันว่าไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เพราะได้เพิ่มการตรวจสอบและปรับปรุงคุณภาพน้ำทั้งในระบบน้ำดิบและการผลิตน้ำ โดยเพิ่มการใช้ด่างทับทิม POWER ACTIVATED CARBON หรือถ่านกัมมันต์ และคลอรีน เพื่อฆ่าเชื้อโรคในน้ำ มั่นใจว่าปลอดภัย และอยู่ในมาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด จึงไม่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคท้องร่วงได้  ที่ผ่านมาน้ำประปา ก็ไม่เคยตรวจพบเชื้อก่อโรคในระบบทางเดินอาหารใดๆ รวมถึงปริมาณโครเมียม แคดเมียม และตะกั่ว ในคลองประปา ก็ยังตรวจพบว่าดีกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนด ขณะนี้กปน.ได้ปรับปรุงคุณภาพน้ำและกระบวนการผลิตน้ำประปาจนกลับเข้าสู่ภาวะปกติ…"
ไม่ว่าจะรับหรือปฏิเสธ น่าเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ความจริงก็คือชาวบ้านท้องร่วงกันไปเรียบร้อยแล้ว ก็แสดงว่าทุกคนในภาวะน้ำท่วมเช่นนี้ต้องเพิ่มความระมัดระวังในการบริโภคเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะอยู่ในเขตน้ำท่วมหรือไม่ หากจะมองว่าเป็นผลมาจากน้ำดื่ม ไม่ว่าจากน้ำประปาหรือน้ำบรจุขวดก็มีโอกาสที่จะเป็นสาเหตุของท้องเสียได้ทั้งสิ้น หากน้ำดังกล่าวนั้นปนเปื้อนด้วยเชื้อโรค อาจเป็นด้วยขบวนการผลิต

แม้ว่าจะยืนยัน หรือนั่งยัน เอานายกฯมายันว่าน้ำที่ผลิตจากการประปานั้นได้มาตรฐาน เอาไปพิสูจน์กันที่ต้นทาง ก็เลยไม่เข้าใจว่า คิดไม่ได้หรือคิดไม่ถึง เพราะน้ำที่เขาร้องเรียนว่าขุ่น ไม่สะอาด อยู่ที่ระหว่างทาง หรือปลายทาง ซึ่งในระหว่างทางท่อใต้ดินอาจรั่วเป็นจุดๆ หรือชำรุดทำให้มีการซึมเข้าไปของดิน โคลน สารปนปื้อน จุลินทรีย์ต่างๆ ทำให้น้ำไม่ได้มาตรฐานดังจุดเริ่มต้น

 ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ควรประชาสัมพันธ์ เตือนชาวบ้านว่ายังไงๆช่วงนี้ขอให้พยายามต้มน้ำก่อนดื่ม ไม่ต้องไว้ใจและภาชนะที่บรรจุน้ำดื่มก็ต้องล้างด้วยน้ำสะอาดเช่นกัน  หากน้ำมีการปนเปื้อนสามารถเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเราได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเรื้อรัง ผู้ที่ติดเชื้อ HIV และผู้ที่มีระบบภูมิต้านทานต่ำก็มีโอกาสเสี่ยงสูงเช่นกัน

แม้ว่าโดยปกติแล้วร่างกายของคนเรามีระบบป้องกันและระบบภูมิคุ้มกันที่จะช่วยป้องกันร่างกายจากเชื้อโรค อย่างไรก็ตาม เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันของมนุษย์จะลดลงเมื่อมีอายุมากขึ้นสามารถติดเชื้อได้ง่าย
การติดเชื้อในระบบทางเดินอาหาร (GI) ที่พบในน้ำดื่ม รวมถึงเชื้อปรสิต เช่น เชื้อคริปโตสปอริเดียม (Cryptosporidium) และเชื้อไกอาเดีย (Giardia) แบคทีเรียเช่น เชื้ออีโคไล (E. coli) เชื้อซัลโมเนลลา (Salmonella) และเชื้อชิเกลลา (Shigella) และเชื้อไวรัส เช่น เชื้อนอร์วอล์ค (Norwalk)

ขอย้ำว่า การบริโภคน้ำดื่มที่ไม่สะอาด การป้องกัน คือ ควรดื่มน้ำที่ผ่านการกรองแล้ว หากมีความขุ่น ใช้สารส้มแกว่งเล็กน้อย วางทิ้งไว้ ให้ ตกตะกอน  ค่อยๆริน ส่วนใสด้านบนออกมา แล้วนำมาต้มให้เดือด เดือดแล้วต้มต่ออีกอย่างน้อย 10-15 นาที นะคะ  กรณีน้ำประปาขุ่นชัดเจน หรือมีสีคล้ำ meepole ไม่แนะนำให้เราใช้คลอรีนเติมอีก แม้ว่ากปน.จะเป็นผู้เติมอยู่แล้วหรือเติมไม่เพียงพอก็ตาม เพราะผลที่เกิดขึ้นอาจได้สิ่งไม่พึงประสงค์ที่อันตรายกว่าท้องร่วงเสียอีก (ขอยกไปเขียนวันหน้า เพราะต้องเขียนให้เข้าใจชัดเจนจริงๆ เชื่อเถอะค่ะหวังดีจริงๆ) และหากน้ำประปาที่ออกมามีกลิ่นคลอรีนก็ควรวางทิ้งไว้จนกลิ่นระเหยหมดก่อนจึงนำมาใช้

หากอยากจะทานน้ำแข็งก็เลือกซื้อน้ำแข็งที่ถูกหลักอนามัยไว้ใจได้ แต่ช่วงแบบนี้ meepole ขอบอกว่าควรเลี่ยงงดทานน้ำแข็งดีกว่า
หากทำอะไรไม่ได้มาก หรือไม่รู้จะทำยังไงดีกับน้ำดื่ม ก็ไม่ต้องทำอะไร ท่องไว้คำเดียว ต้มๆๆๆๆ ตอนนี้คงต้องบ้านใครก็บ้านคนนั้นที่ต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะท้องร่วงบางครั้งอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว
คราวหน้าจะเอาเรื่องน้ำบรรจุขวดก็อาจไว้ใจไม่ (ค่อย)ได้ มาให้อ่านค่ะ
เข้าไปอ่านพบเรื่องจากกปน.เลยเอามาลิงค์ไว้เผื่อเกิดประโยชน์ในบางข้อ แต่กรณีการเอ่ยอ้างหน่วยงาน หรือรับรองผลการตรวจสอบน้ำเหล่านั้นว่าไม่มีสารพิษเชื้อโรค อันนี้ส่วนตัวในฐานะอาจารย์ผู้สอนพิษวิทยา ชีวเคมี นักวิทยาศาสตร์ ไม่เชื่อว่าถูกต้องค่ะ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ ข้อจำกัดเงื่อนไขทั้งสิ้น ดังนั้นช่วงน้ำท่วมขังเช่นนี้ อย่างไรให้ระวังให้มาก ระเหยคลอรีนให้หมด แต่กระนั้นสิ่งที่meepole กังวลในน้ำนั้นไม่สามารถระเหยได้ค่ะ
ข้อแนะนำการใช้น้ำประปาในภาวะน้ำท่วม (กปน.) http://health.kapook.com/view32701.html

Wednesday, 2 November 2011

น้ำท่วม: การใช้ด่างทับทิมในครัวเรือน

by meepole


จากตอนที่แล้วได้บอกว่าสารทุกชนิดเป็นพิษ มากน้อยขึ้นกับปริมาณที่ใช้ ดังนั้นปริมาณที่ใช้จึงเป็นสิ่งที่ผู้ใช้ต้องระมัดระวัง การนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใดจึงต้องศึกษาให้รู้ ทำความเข้าใจก่อนใช้ เพราะปริมาณการใช้ที่ถูกต้องย่อมเกิดประสิทธิภาพตามวัตถุประสงค์

ดังนั้นตอนนี้จึงขอเขียนเรื่องของการนำด่างทับทิมมาใช้ประโยชน์ต่างๆกัน ปริมาณ/หน่วย ที่เขียนนี้ผู้อ่านหากไม่ได้เรียนวิทยาศาสตร์อาจนึกจินตนาการปริมาณไม่ชัด ดังนั้น meepole จะนำมาแสดงเป็นสีตามความเข้มข้นต่างๆ เพื่อให้เปรียบเทียบอย่างเห็นภาพ (ต้องไปเตรียมที่ห้องปฎิบัติการก่อน แล้วจะถ่ายภาพนำมาลงในโอกาสต่อไป) แต่ตอนนี้จำก่อนว่าให้สีชมพูอ่อนใสไว้ก่อน จะปลอดภัยต่อเราและก็ฆ่าเชื้อได้ในระดับหนึ่งแล้ว

การใช้ด่างทับทิมล้างผัก ผลไม้

วิธีการใช้คือ ใช้ปริมาณด่างทับทิม 3-5 เกล็ดต่อน้ำ 2 ลิตร (เกล็ดด่างทับทิมเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน บางบริษัททำจนเป็นผง ก็คงต้องลองค่อยๆใส่ทีละน้อยๆแล้วคนให้ละลาย พอเริ่มเห็นเป็นสีชมพูอ่อนก็ใช้ได้)

การตวงน้ำก็ใช้ขวดน้ำดื่มวัดปริมาตรน้ำ ไม่แน่ใจว่าใช้ปริมาตรน้ำเท่าใดก็เอาไปผสมในขวดน้ำดื่ม แล้วดูปริมาตรน้ำที่ข้างขวดว่าปริมาตรเท่าใด (จะได้สีชมพูอ่อนใส ดูรูปจากบทความก่อนหน้านี้) และคนให้ละลายหมดก่อน(เขย่าขวดเบาๆก็ง่ายดี) จึงใส่ผักลงไป (ในกาละมัง หรือภาชนะ ไม่ไช่ในขวดนะเจ้าคะ)  แช่ผักทิ้งไว้นานอย่างน้อย 10 นาที และไม่ควรนานเกินไป แล้วล้างด้วยน้ำสะอาดอีก 2 ลิตร นาน 2 นาที หรือสังเกตดูต้องไม่มีสีชมพูค้างอยู่
อันนี้จะช่วยป้องกันอหิวาตกโรค (cholera) และโรคที่มากับน้ำบางชนิดได้
และยังสามารถช่วยลดสารเคมีตกค้างได้ประมาณ 30-40% ด้วย



หมายเหตุ หากสังเกตุให้ดีขวดน้ำดื่มแต่ละยี่ห้อมีปริมาตรไม่เท่ากัน เป็นเรื่องของการทำธุรกิจกับราคา ที่บางครั้งผู้ซื้อไม่สังเกตุเทียบปริมาตรดูแต่ราคา เพราะต่างเล็กน้อย ขวดแรกเขียนว่า 1500 ml  (คือ1.5 ลิตร) ขวดที่สองเขียนว่า 600 ml (คือ 0.6 ลิตร)  ขวดที่สามเขียนว่า 500 ซม3  (นี่ล่ะครึ่งลิตร) ขวดที่สี่เขียนว่า 330 ml หรือ 330 มล. สุดท้ายแก้วน้ำเขียนว่า 220 cm3 

อันนี้อย่าเข้าใจผิดคิดว่า meepole ใส่หน่วยวุ่นวายจังนะคะ เพราะนี่ลอกมาจากข้างขวดเลย  หน่วยปริมาตรน้ำดื่มก็ยอดมากของใครของมัน หน่วยไทยบ้าง ตปท.บ้าง งงดี ไม่มีอะไรเป็นมาตรฐานเลย

ช่วงนี้ที่น้ำใช้ไม่สะอาดก็หลีกเลี่ยงการทานผักสด หากมีเปลือกก็ปอกผิวเปลือก ผลไม้ก็เช่นกัน แต่หากอยากทานจริงๆก็ควรทำตามวิธีข้างต้น

ตอนหน้าจะเป็นเรื่อง การใช้ด่างทับทิมเพื่อแก้น้ำกัดเท้า

Friday, 28 October 2011

น้ำท่วม : ด่างทับทิมใช้อย่างไรให้ปลอดภัย

by meepole

ด่างทับทิม ( Potassium permanganate )

เป็นสารเคมีที่มีลักษณะเป็นผลึกเล็กๆ สีม่วงเข้ม แววเงา ไม่มีกลิ่น เมื่อละลายน้ำจะได้สารละลายสีม่วงหรือสีชมพูอมม่วง

ชาวบ้านทั่วไปมักจะรู้จักประโยชน์ของด่างทับทิมในแง่การฆ่าเชื้อ ดังนั้นแม่บ้านเลยนิยมนำมาแช่ผัก ผลไม้  คนเลี้ยงปลาไม่ว่าปลาตู้ ปลาบ่อ ก็นำมาใช้เช่นกัน

ปัญหาคือเรามักจะคิดว่าเมื่อใช้ด่างทับทิม แช่ผัก ผลไม้ได้ แสดงว่าสารนี้น่าจะปลอดภัย คงกินได้ไม่อันตรายนัก

แต่จริงๆไม่ไช่เช่นนั้น คนไทยมักจะใช้สิ่งต่างๆตามคำบอกต่อๆ โดยไม่ลงลึกทำความเข้าใจก่อนใช้ ทำให้เกิดอันตรายหลายต่อหลายเหตุการณ์โดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จริงๆแล้วความจริงข้อหนึ่งที่ทุกคนต้องจำให้ได้ขึ้นใจในการใช้สารทุกประเภทคือ
สารทุกชนิดเป็นสารพิษ ไม่มีสารใดเลยที่ไม่มีพิษ  ปริมาณที่รับเข้าสู่ร่างกายเป็นสิ่งที่แยกว่าสารที่เข้าสู่ร่างกายนั้นเป็นพิษหรือเป็นประโยชน์ " นี่เป็นคำกล่าวของ พาราเซลซัส บิดาแห่งสาขาวิชาพิษวิทยา เมื่อ meepole สอนวิชาพิษวิทยา คำกล่าวนี้จะเป็นตัวเริ่มของการสอนเลย

จากคำกล่าวนี้เป็นความจริงที่ว่า ไม่มีสารใดที่ไม่เป็นพิษ แสดงว่าด่างทับทิมก็หนีไม่พ้น เพียงแต่ปริมาณการใช้ที่เหมาะสมเท่านั้นจะทำให้ปลอดภัย

ประโยชน์ด่างทับทิม

ใช้เป็นสารฟอกขาว เป็นยาฆ่าเชื้อโรค ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ผสมลงในน้ำเพื่อใช้ฆ่าเชื้อ กระทั่งใช้แก้พิษ เป็นต้น

ในกรณีที่เร่งด่วนน้ำท่วมไม่มีน้ำสะอาดใช้เช่นนี้ meepole จึงเขียนเพียงย่นย่อก่อน (ค่อยแอบมาเติมเพิ่มวันหน้า) ให้ช่วยกันเอาไป บอกต่อ ก่อบุญ  ให้เข้าใจการใช้ด่างทับทิมอย่างปลอดภัยและเกิดโทษน้อยที่สุด ขอยกกรณีที่แม่บ้านถามมาในรายการโทรทัศน์ก่อนว่า จะใช้ด่างทับทิมฆ่าเชื้อได้หรือไม่  และปริมาณที่ใช้รู้ได้อย่างไร

การนำด่างทับทิมมาใช้ในจุดประสงค์ฆ่าเชื้อโรคในน้ำใช้ ไม่ใช้ใส่น้ำแล้วนำมาดื่ม

ฆ่าเชื้อโรคได้จริงหรือ

จริงค่ะ  แต่ก็ไม่ทุกชนิด สามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา ตลอดจนสาหร่าย ได้บางชนิด แต่ทั้งนี้ขึ้นกับความเข้มข้น และระยะเวลาที่ใช้ หากเข้มข้นเกินไปก็เป็นอันตรายต่อเรา

ใช้ปริมาณเท่าใดจึงไม่อันตราย

เนื่องจากเราชาวบ้านไม่สามารถที่จะมีเครื่องมือในการ ชั่ง ตวง วัด ได้ดังนั้นจึงขอให้ใช้วิธีที่ง่ายที่สุดคือดูจากสี ซึ่งเป็นการประมาณที่ไกล้เคียง ถ้าจะใช้ฆ่าเชื้อในน้ำใช้ ให้ค่อยๆใส่แล้วคนให้ละลายหมดก่อน สังเกตสี สีที่สามารถนำมาใช้ในระดับปลอดภัยเป็นสีชมพูอ่อนหรือม่วงอ่อน (ดูสีเทียบจากภาพ)

สีชมพูใส หลอดที่สองจากขวาไปซ้าย  หลอดกลางเริ่มเข้ม  ขวาสุดเข้มมากไป อันตรายต่อผิวหนังแล้ว

หากเป็นสีชมพูใส ก็ประมาณได้ว่าความเข้มข้นจะประมาณ 1 ส่วนในล้านส่วน และหากสารละลายเป็นสีม่วงแล้วก็ประมาณได้ว่าความเข้มข้นจะประมาณ 1 ส่วนใน 76,000 (65 mg/4.5 l) ซึ่งเริ่มเป็นอันตรายต่อผิวหนังได้แล้ว

หากใช้ด่างทับทิมเพื่อฆ๋าเชื้อในน้ำล่ะก็ ต้องทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง จึงจะนำน้ำนั้นไปใช้

นอกจากนี้ด่างทับทิม (เข้มข้น 1-4%) สามารถใช้กำจัดเหล็ก และแมกนีเซียมที่เจือปนมาในน้ำ  เราจะพบปริมาณแมกนีเซียมมากในอุจจาระ ดังนั้นการใช้มีการใช้ด่างทับทิม จะช่วยฆ่าแบคทีเรีย รา ไวรัส และสาหร่าย ด้วยความเข้มข้นขนาดนี้สามารถกำจัดกลิ่นดินกลิ่นสาบของน้ำ ได้ด้วย

ข้อควรระวังในการใช้ด่างทับทิม

ด้วยคุณสมบัติที่เป็นสารที่เกิดปฎิกิริยารุนแรง กระทั่งสามารถลุกไหม้ได้เมื่อถูกกับสารละลายบางชนิด ดังนั้นควรระมัดระวังในการเก็บ วางให้พ้นมือเด็กด้วย

เนื่องจากเป็นสารที่สามารถเกิดปฎิกิริยารุนแรงกับสารบางชนิดได้  ดังนั้นการใช้สารนี้จึงควรระมัดระวังไม่ให้สัมผัสผิวหนังโดยตรง (ไม่เอามือหยิบผลึก) เพราะจะทำให้ผิวแห้งเป็นขุย ถ้าสารละลายเข้มข้นจะทำให้เป็นผื่นแดง ปวด หรือเป็นแผลไหม้ หรือเป็นจุดด่างสีน้ำตาล ระวังการปลิวเข้าตาเพราะผลึกเบาจะทำให้การมองเห็นไม่ชัดหรือตาบอดได้  การหายใจเข้าไปก็ทำให้ระคายเคือง ไอ หายใจถี่ขึ้น

กลืนกินเข้าไปอันตรายหรือไม่ อย่างไร

การกลืนกินด่างทับทิมเข้าไปก็อันตรายไม่ว่าในสภาพของแข็ง หรือของเหลวที่มีความเข้มข้นสูง จะทำให้กระเพาะเป็นแผลไหม้รุนแรง บวมน้ำ ความดันเลือดต่ำถึงตายได้
พบว่าที่ความเข้มข้นเพียง 1% ทำให้ลำคอไหม้ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง
ความเข้มข้น 2-3% ทำให้เป็นโรคโลหิตจาง คอบวม หายใจไม่ออก

แม้ว่าด่างทับทิมจะมีประโยชน์มากมาย แต่หากใช้ได้ไม่ถูกต้องอาจทำ ให้เกิดอันตรายหรือเป็นพิษต่อร่างกายได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม ดังนั้นผู้ใช้จะต้องใช้อย่างเข้าใจ และระมัดระวัง ผลข้างเคียงจากการใช้ด่างทับทิม


ตอนหน้าจะเขียนเรื่องการใช้ด่างทับทิมในการล้างผักสด ผลไม้ ตลอดจนการใช้เป็นสารแก้พิษ และอื่นๆ

อ้างอิง:
http://www.fda.moph.go.th/
http://www.oxidationsystems.com/products/permanganate.html