Showing posts with label เชื้อรา. Show all posts
Showing posts with label เชื้อรา. Show all posts

Monday, 19 December 2011

น้ำท่วม: การกำจัดเชื้อราในรถยนต์ 6



ที่มาภาพ: odorhalt.com
by meepole

คงไม่ช้าเกินไปสำหรับการกำจัดเชื้อราในรถ แม้ว่าบางคนส่งรถไปเข้าอู่ซ่อมแล้ว นั่นก็แสดงว่ามันคงอาการหนัก แต่หากใครที่น้ำกำลังจะลดเริ่มเข้าบ้านได้ คงจะเห็นว่ามีราขึ้นในรถเพราะเป็นเดือนมาแล้ว แต่หากว่ารถของใครที่ซ่อมเสร็จกลับมาแล้ว ก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้อีกหากไม่ได้มีการกำจัดราที่ถูกต้อง หรือกำจัดไม่หมด หรือยังมีความชื้นค้างในรถ ดังนั้นเรื่องนี้ยังไงๆก็ไม่ช้าเกินการ

ก่อนอื่นเรื่องนี้ต้องขอบอกก่อนนะคะว่า เจ้าของรถเท่านั้นที่เห็นด้วยตาตัวเองว่ารถยนต์ของท่านมีรามากในระดับใด กรณีที่ meepole จะเขียนต่อไปนี้เป็นกรณีที่ท่านคิดว่าท่านสามารถรับมือได้ มีราขึ้นบนเบาะนั่งให้เห็นชัด บนชิ้นยางทุกส่วน หรือไม่เห็นราแต่ได้กลิ่นรา อันนี้ก็คงต้องหาที่มาของกลิ่นก่อนเพื่อให้กำจัดได้ถูกจุด และหากอาการหนักจริงๆมันฟูเต็มไปหมดทั้งคันรถ เอาไม่อยู่ก็ต้องตัดสินใจว่าส่งไปให้ที่ร้านช่วยจัดการหรือไม่ และหากใครคิดว่ารอไม่ไหวต้องใช้รถ คงต้องทำความสะอาดเอง ในทุกกรณีที่อาจเป็นไปได้
ขอเตือนไว้เบื้องต้นว่า แม้ว่าราหลายชนิดเป็นประโยชน์ แต่ก็มีหลายชนิดเป็นโทษ และหากเราไม่ใช่นักราวิทยาก็ยากที่จะรู้แน่ชัดว่า ราใดอันตรายหรือไม่อย่างไร ดังนั้นการกำจัดราที่จะฟุ้งกระจายได้ง่ายมากจึงต้องระมัดระวังป้องกันตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ กรุณาย้อนไปอ่าน อันตรายของราก่อนหน้านี้ด้วยค่ะ

หากคุณตัดสินใจจะจัดการกำจัดรา ก็เริ่มต้นที่ตัวเองก่อน คืออุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างรัดกุม และหากใครมีโรคประจำตัวภูมิแพ้ หอบหืด ไม่ควรจะมาเป็นผู้ช่วยในงานนี้อย่างยิ่ง และควรอยู่ให้ห่างขณะที่มีการทำความสะอาด หลังจากนั้นที่ต้องทำต่อคือหาอุปกรณ์ที่เคยกล่าวมาแล้ว  เปิดประตูรถให้กว้างหมดทุกบาน เข็นรถออกไปในที่ปลอดโปร่งมีลมพัดผ่านได้ สำรวจตรวจตราว่าบริเวณใดที่ขึ้นราบ้าง ตรงไหนมากน้อยอย่างไร และหากมองไม่เห็นราแต่ได้กลิ่นราก่อนหน้านี้ก็ให้สำรวจตรวจตราให้ดี เช่นอาจอยู่ใต้พรมรถ  ใต้เบาะ ในช่องแอร์ ใต้หลังคารถ หรือฯลฯ

 เมื่อพบแล้วก็มีข้อควรคำนึงต่อไปนี้

  • หากคุณพบว่ามีเชื้อราที่ระบบทำความเย็น ต้องหยุดใช้เครื่องปรับอากาศและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทรถ ซึ่งอาจจะต้องทำความสะอาดระบบท่อส่ง รวมทั้งหารอยรั่วที่ทำให้เกิดความชื้น
  • สำหรับพรม หรือฝ้า หรือวัสดุที่มีรู เมื่อเกิดเชื้อราให้โยนทิ้ง เพราะเราไม่สามารถทำความสะอาดเชื้อราที่อยู่ในรู หรือร่องเหล่านั้นได้หมด หากมีน้อยที่จุดใดจุดหนึ่งก็ลองกำจัดดู แต่อาจขึ้นมาได้อีกนะคะ หากมีกำลังจ่ายก็ทิ้งไป ซื้อใหม่มาใส่ หรืออาจใช้วัสดุรองอย่างอื่นแทนพรมไปก่อน
  • กรณีเบาะนั่งที่เป็นเนื้อผ้า อันนี้คงไม่ไหว หากขึ้นรามากเกินฟูไปหมด เบาะเปียกชื้น คงต้องรื้อออกเปลี่ยน  เพราะยังไงๆตราบที่มีความชื้นในรถ ราก็ขึ้นได้ตลอดเวลา
  • สำหรับวัสดุผิวแข็ง หรือผิวเรียบให้ล้างบริเวณที่เป็นเชื้อราด้วยน้ำสบู่ และทำให้แห้ง (ใช้ไดร์เป่าผม)
  • ส่วนที่เป็นยางใช้ผงซักฟอกลงแปรงอ่อน ขัดและเป่าให้แห้ง

คราวนี้ก็ถึงส่วนที่เราถอดออกไม่ได้เช่น ส่วนเพดานรถ แต่ละคันก็มีวัสดุที่ไม่เหมือนกันก็ต้องอ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาดูว่าควรใช้แบบไหนจึงเหมาะ

เบาะหนังขึ้นรา ก็ให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นใหญ่จะหนาหน่อย หรือไม่ก็ฟองน้ำ ทุกอย่างใช้แล้วควรทิ้งเลยไม่แนะให้ใช้ผ้า ถ้าฟองน้ำเช็ดทีก็บีบล้างทีจะได้ไม่ไปปนเปื้อนต่อ แต่จริงๆแล้วกระดาษ tissue หนาดีที่สุด เช็ดทิ้งๆ ทันที เช็ดแบบหมาดๆ 

เช็ดราออกแล้วก็ให้ใช้น้ำส้มสายชู (สีขาว มีข้อแนะนำในตอนก่อนนี้แล้ว) ผสมน้ำเปล่า 1:1 กะประมาณดู น้ำน้อยไปหน่อยก็ไม่เป็นไร  ควรใช้ขวดสเปรย์ที่ฉีดน้ำนะคะ  ผสมเสร็จก็ ฉีดๆๆๆๆไปยังบริเวณที่มีราให้ทั่ว ไม่ต้องเช็ด ปล่อยทิ้งไว้จนกลิ่นน้ำส้มเบาลง เพราะต้องการให้น้ำส้มช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา  ระหว่างนี้เปิดประตูรถทิ้งไว้ตลอด
ถ้าราหนามากก็ให้ทำซ้ำเลย อย่ารีบเช็ดน้ำส้มออก ถ้าไม่มีรอยคราบอะไรก็ปล่อยแห้งไปเลยก็ได้ หมดกลิ่นก็ปิดรถ

เพียงเท่านี้ก็ได้รถที่ปลอดราในระดับหนึ่งกลับมา ในระหว่างนี้ให้ลองสังเกตดูว่าในรถยังมีความชื้นจากส่วนใดๆในรถหรือไม่ พยายามที่สุดที่จะลดความชื้นในรถ ในช่วงนี้หากไม่แน่ใจพยายามเอารถออกไว้ในที่มีแดด เปิดกระจกรถเล็กน้อย อย่าเพิ่งหาที่ร่มจอดรถ จับเขาไว้กลางแดดให้มากหน่อย

meepole ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เพราะเราไม่สามารถฆ่าเชื้อได้หมด เราเพียงแต่แก้ไขเรื่องความชื้น เชื้อราก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว

รู้ได้อย่างไรว่ากำจัดเชื้อราหมดไปแล้ว

ให้ดูด้วยตาไม่พบเชื้อราในบริเวณดังกล่าว หรือไม่มีกลิ่น (อันนี้ต้องปิดรถแล้วลองดมในวันถัดๆไป)

หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ช่วงแรกนี้ให้หมั่นตรวจสอบว่ามีความชื้นหรือเชื้อราเกิดขึ้นที่อื่นที่มองไม่เห็นหรือไม่ เพราะความชื้นจะค่อยๆออกมา ราจะใช้เวลา 24-50 ชั่วโมงในการเจิญเติบโตถ้าขึ้นอีกให้ทำซ้ำในช่วงแรกนี้ ต่อไปจะดีขึ้นเอง

ปัจจัยที่สำคัญคือต้องกำจัดแหล่งที่จะทำให้เกิดความชื้นเสียก่อน หากยังมีความชื้นอยู่ก็จะเกิดเชื้อราขึ้นใหม่อีก

การทิ้งของที่มีเชื้อราไม่ควรกองตั้งไว้เพราะจะแพร่กระจายไปส่วนอื่นของบ้านได้ ให้ใส่ถุงพลาสติกมัดแน่นแล้วทิ้ง

หากแพ้กลิ่นน้ำส้มสายชู อาจลองใช้สูตรอื่นที่แนะไว้ก่อนหน้านี้ แต่สารธรรมชาติที่ไม่รุนแรงย่อมปลอดภัยต่อตัวเรา ลองเลือกดู และข้อแนะนำทั้งหมดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องเรือนอื่นๆในบ้านได้เลยค่ะ

 meepole ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ขอให้ใจเย็นๆแก้ปัญหา อย่าเครียดกับมัน แล้ววันเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นค่ะ

คราวหน้าเรื่อง "ลดความชื้นควบคุมรา 7 "  :) สำคัญมากเพราะทำความสะอาดอย่างเดียวย่อมไม่พอ
http://meepole.blogspot.com/2011/12/blog-post_23.html

Thursday, 1 December 2011

น้ำท่วม: อันตรายของเชื้อราในบ้าน 1

เรื่องนี้ mepole เขียนลงในเครือข่ายแห่งหนึ่งตอนน้ำท่วมภาคใต้ปีที่แล้ว บ้านเพื่อนที่หาดใหญ่ราขึ้นเต็ม เลยโทรมาสอบถามวิธีจัดการกับรา ทำให้ต้องคิดเขียนขึ้นมา  และตอนนี้เห็นว่ามีข่าวปัญหาของราเกิดอีกครั้ง จึงเอามาลงใหม่ แต่สามารถหาอ่านเร็วๆได้โดยพิมพ์ "meepole รา" ใน google ก็จะเจอ มีหลาย version ที่เดลินิวส์เอาไปลงก็มีนั่นตอนเดียวจบ ฉบับย่อ บอกต่อกันไปให้เอาไปใช้นะคะ หากมีเวลาอาจจะเขียนเพิ่มเติมอีกค่ะ ตอนนั้นเขียนก็ฉุกเฉินเช่นกัน ก่อนกำจัดรา มารู้จัก "รา" สักหน่อย จะได้ระวังมากขึ้นไม่ประมาท

อย่ามองข้ามความปลอดภัย... อันตรายจากเชื้อราในบ้าน
โดย meepole


ทุกคนคงรู้จักและเคยเห็นรากันตามแหล่งต่างๆ ส่วนมากเมื่อพบเห็นรา บางคนก็ไม่รู้สึกอะไร ก็เห็นแค่เป็น "รา" เรื่องจิ๊บๆ  (เอ ...ปล่อยวางมากไปรึเปล่า??)  เพราะเราอาจคิดว่ามันไม่ไช่เชื้อโรค จึงไม่น่ากลัว ไม่เหมือนพวกแบคทีเรียหรือไวรัส  คิดผิดคิดใหม่ได้ค่ะ  จริงๆแล้ว ราเป็นสิ่งที่เรามองเห็นได้ที่อันตราย เพราะ มันเป็น "เชื้อรา"  แต่ราบางชนิดก็มีประโยชน์ใช้ทำยา ใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร เป็นต้น แต่ที่จะเขียนถึงต่อไปนี้แน่นอน มันเป็น ราผู้ร้าย

เชื้อราไม่น่าคบ
รามีหลายประเภท (species) และแต่ละชนิดก็มีผลต่อสุขภาพแตกต่างกัน และที่แน่นอนคือเมื่อมีราเกิดขึ้นไม่ว่าส่วนใดของบ้าน ต้องกำจัดออก ไม่ต้องคิดเมตตาปราณีเป็นอันขาด

อันตรายของรา..ต่อสุขภาพ
หลายคนอาจยังเข้าใจว่าเชื้อราก่อให้เกิดโรคเฉพาะผิวหนังภายนอก  เช่น กลากเกลื้อน เชื้อราที่มือและเท้า เป็นต้น แต่ความจริงแล้วมันลุยเข้าไปในตัวเราได้มากกว่าที่คิด ตับ ไต ไส้พุง ระบบน้ำเหลือง มันเที่ยวไปรังควานซะทั่ว... ซนจริงๆ

เชื้อราเส้นเล็กๆนี่ อันตรายกว่าที่คิดแน่นอน เพราะอาจส่งผลต่อการเกิดภูมิแพ้ และเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคปอดอักเสบ บางชนิด สามารถผลิตสารพิษที่เรียกว่า mycotoxin ซึ่งมีพิษมาก และถูกสงสัยว่าเป็นสารก่อมะเร็ง ด้วย  มีผลต่อภูมิคุ้มกันบกพร่อง ราบางชนิด เช่น กลุ่มราบางชนิดที่ชอบขึ้นบนพรมที่ชื้น ทำให้ลำไส้ใหญ่อักเสบ มีเลือดออกภายใน เกิดแผลในกระเพาะ และอีกชนิดที่รู้จักกันดีคือ กลุ่มเพนนิซิเลียม ที่พบได้ทั่วไปในดิน อาหาร ขนมปัง ธัญพืช หรือมักพบบนผนังฝาบ้าน พรม วอลเปเปอร์ที่ชื้น พวกนี้จะทำให้มีอาการหอบหืด โรคปอดอักเสบภูมิไวเกิน 

ราพวกนี้บางชนิดเข้าปอดโดยการหายใจ ทำให้มีการติดเชื้อแพร่กระจายออกไปยังอวัยวะไกล้เคียง เช่น ตับ ม้าม กระดูก ตลอดจนเข้าไปในระบบน้ำเหลือง และตายได้ บางกลุ่มทำลายตับ ไต

จริงๆแล้วมีกลุ่มรามากกว่านี้ซึ่งปล่อยสารพิษอันตรายได้อีกหลายชนิด  ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อการผลิตสารพิษของรา และก็ยังคงมีการศึกษาอยู่ต่อไป  แต่เพียงตัวอย่างที่ยกมานี้คงทำให้สามารถตระหนักถึงอันตรายของรา บ้างนะคะ   อย่ามองข้ามความปลอดภัย

เราได้รับเชื้อรา ทางใหนบ้าง
ได้ทุกทางเลย หน้าต่าง ประตู...:) เรารับเชื้อราได้ทุกส่วนของร่างกาย เช่นจากการสัมผัส มือไปโดน (โดยเฉพาะเด็กๆที่ไม่รู้อะไร เอามือไปสัมผัสแล้วหยิบขนมเข้าปาก มือเคะจมูก เป็นต้น) ทางจมูก โดยการหายใจ พบว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการหายใจ ถ้าได้รับสปอร์เข้าไปในปริมาณน้อย ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายก็สามารถจัดการได้ ถ้าได้รับสปอร์เข้าไปในปริมาณมากเกินกว่าระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะจัดการได้ ก็จะทำให้เกิดโรคได้ถ้าสูดเอาสปอร์ของเชื้อราเข้าไป

หลีกเลี่ยงที่จะถูกโจมตีโดยรา..ใครคือกลุ่มเสี่ยง
เนื่องจากเชื้อรามีอยู่ทั่วไปในอากาศโดยเฉพาะสปอร์ล่องลอยเที่ยวไปเรื่อยๆ ดังนั้นคนที่มีปัญหาเป็นโรคภูมิแพ้ควรหลีกเลี่ยงบริเวณเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อรา หรือบริเวณที่มีเชื้อราอยู่มากเช่น บริเวณที่มีฝุ่นละอองเยอะ บริเวณที่มีคนอยู่หนาแน่น การระบายอากาศไม่ดีทำให้สปอร์ของเชื้อรากระจายอยู่บริเวณนั้น

อีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มบุคคลที่มีปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เช่น คนที่เป็นโรคเอดส์ โรคมะเร็ง ผู้ที่ปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ที่กำลังมีการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์และเคมีบำบัด กลุ่มบุคคลที่มีปัญหาเกี่ยวกับปอด เช่นคนที่เป็นโรควัณโรค หรือ cystic fibrosis เป็นต้น

รู้อย่างนี้แล้วคงต้องหาเวลาตรวจส่วนต่างๆของบ้าน ว่ามีราแอบแฝงที่ส่วนใดบ้าง ห้องน้ำ ผ้าม่าน พรม หน้าต่าง เบาะนั่ง หมอน ผนังห้อง หวี เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เสื้อผ้า  กระเป๋า (เกือบหมดบ้านหรือยังล่ะนี่!!) ถ้าพบมีครบทุกอย่างที่บอกมานี่สงสัยย้ายบ้านดีกว่า.......ไม่ไหวจะเคลียร์   (ไม่ได้บ้านแพง ต้องสู้ !สู้ !   สู้! รา ) เพราะบางครั้งที่คนในบ้าน เด็กเล็ก ป่วยหอบหืด ภูมิแพ้ อาเจียน ไข้ โดยไม่มีสาเหตุ และนำไปสู่โรคต่างๆข้างต้นได้  แม้กระทั่งผู้ใหญ่หากร่างกายอ่อนแอ ก็จะมีอาการดังกล่าวเช่นกัน โดยอาจจะมาจากสิ่งเล็กๆที่เรียกว่า "รา" นี่เอง

ตอนหน้านี่เอาเรื่องที่ง่ายๆก่อนคือ ราขึ้นเฟอร์นิเจอร์ ตู้เสื้อผ้า etc.จะทำไงดี ??

Ref.
Christon J. Hurst (editor), Ronald L. Crawford, et al., (2002). Manual of Environmental Microbiology 2nd ed ASM Press ,USA.
Ryan KJ; Ray CG (editors) (2004). Sherris Medical Microbiology (4th ed.). McGraw-Hill Companies, Inc. USA.
www.doctorfungus.org