Saturday, 28 January 2012

ชีวิตเสี่ยงภัยเมื่อหมดโปรโมชั่น 1

 by meepole
ที่มาภาพ: learners.in.th

เมื่อวานสอนนักศึกษาวิชาชีวเคมีสิ่งแวดล้อมว่าด้วยเรื่องสารเคมีและสารพิษ ร่ายยาวไปทั้งสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม จากการเกษตร ในที่สุดเข้ามาไกล้ตัวคือในบ้าน และท้ายสุดสารปนเปื้อนอันตรายในอาหาร สอนไปก็ถามเรื่องที่คิดว่าเขาน่ารู้เพราะเป็นข่าวครึกโครมเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ออกตรวจเข้มจริงจัง แต่ตอนนี้หมดโปรโมชั่น เงียบสนิท หากไม่ระวังก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

คงเคยเห็นพาดหัวข่าวหรือได้ยินข่าวทำนองนี้ออกมาเป็นระยะๆ

"หึ่ง!! เด็กอุ้มผาง มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินมาตรฐาน 60%" (ผู้จัดการออนไลน์ 25 สิงหาคม 2554 )หรือ  ..........สช. ชี้เด็กไทยยังเสี่ยงภัยจากสารพิษ "พลาสติก-ตะกั่ว"หนุนให้ความรู้ พ่อแม่-ชุมชน-ภาครัฐ ป้องกันการปนเปื้อน…………"สาธารณสุขอุดรฯ เตือนภัย สารตะกั่วในหม้อก๋วยเตี๋ยว"............  "อนามัย เตือนอันตรายตะกั่วจากหม้อก๋วยเตี๋ยวด้อยคุณภาพ ชี้ พิษสะสมมากเสี่ยงอัมพาต" (มิย. 2011) เป็นต้น อันนี้ทำเอาหม้อก๋วยเตี๋ยวไร้สารตะกั่ว หลายยี่ห้อทำเงินได้มากมาย

คนไทยเมื่อได้ข่าวทำนองนี้ ไม่ว่าจากงานวิจัยหรือจากเมื่อมีคนเข้ารพ.แล้วออกข่าว ก็จะตื่นตัว ตื่นตูม จากนั้นก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับลูกต่อ ประชุม ตั้งงบ ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ ให้สัมภาษณ์ ใช้งบ หมด เรื่องเงียบ หมดโปรโมชั่น รอรอบใหม่ ..มันเป็นเสียอย่างนี้สำหรับเกือบทุกเรื่อง เงินหมดทีละเป็นหลายสิบถึงร้อยล้านสำหรับการรณรงค์แก้ปัญหาเรื่องหนึ่งๆ แต่ก็ไม่ได้ผลต่อเนื่องเพราะคนไทยไม่ตระหนัก ไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตจริงจัง ประมาท ส่วนมากจะสนใจเมื่อไกล้แก่ หรือป่วยแล้วเท่านั้น มาแก้ที่ปลายเหตุ การระวังป้องกันไม่สนใจ

เรื่องนี้มันไกล้ตัวเรามาก มันอยู่ในบ้านเราเลย แต่เรามักละเลย ลืม คิดไม่ถึง มันเลยเข้าไปสะสมในร่างกายเรา ลูกเล็กเด็กแดง จนตอนนี้มีข่าวสถิติที่เด็กไทย IQ เฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของอนาคตของชาติเลยทีเดียว


โลหะหนัก: ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ

โลหะหนักเป็นสารที่คงตัว ไม่สามารถสลายตัวได้ในกระบวนการธรรมชาติจึงมีบางส่วนตกตะกอนสะสมอยู่ในดิน ตะกอนที่อยู่ในน้ำ รวมถึงการสะสมอยู่ในสัตว์น้ำซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างโลหะหนักเช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท สารหนู

โลหะหนักเป็นวัตถุดิบที่ถูกนำมาใช้ในหลายภาคส่วน เช่น ในด้านอุตสาหกรรม เราใช้โลหะหนักในการผลิตพลาสติก พีวีซี สี ถ่านไฟฉาย สำหรับทางด้านการเกษตร โลหะหนักเป็นส่วนผสมของยาฆ่าแมลงและปุ๋ย ขณะเดียวกันทางการแพทย์ใช้โลหะหนักเป็นส่วนผสมของยา อุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องสำอาง

โลหะหนักบางชนิดให้ทั้งคุณและโทษต่อสิ่งมีชีวิต ขึ้นกับชนิดของสิ่งมีชีวิตและปริมาณที่ได้รับเข้าไป ในชีวิตประจำวันเรามีความเสี่ยงต่อการนำโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการบริโภคอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีสารเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่

  ที่น่าตกใจกว่านั้นคือสารโลหะหนัก ตะกั่ว มีผลต่อสมองและพัฒนาการของเด็ก พูดให้ตรงคือผลต่อสติปัญญา ที่เรามักพูดว่า IQ นั่นเอง เราคงไม่อยากให้ลูกหลานเราเกิดมาแล้วมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกันไช่ไหมคะ งั้นคงต้องระมัดระวังกันให้มากเพราะกว่าจะรู้ตัวมักสายเสียแล้วจริงๆ  

มีงานวิจัยมากมายมีการศึกษาและยืนยันตรงกันว่า ตะกั่วทำลายสมอง ไขกระดูก ระบบประสาท ตับ ไต หัวใจ  และทางเดินอาหาร ฯลฯส่งผลให้เกิดอาการ  ปวดศีรษะ รู้สึกสับสน ความจำเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ  โลหิตจาง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดอาการตกเลือด  เกิดอาการเพ้อ  ชัก เป็นอัมพาต
โดยปกติไม่ต้องห่วง (คิ คิ) เรามักจะมีตะกั่วอยู่ในกระแสเลือดไม่มากก็น้อยต่างๆกันอยู่แล้วเพราะสารนี้แพร่กระจายไปทั่วและมีในของใช้ ของกินในบ้านทุกบ้าน แต่กระนั้นเราจำเป็นต้องรู้ เข้าใจเพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้รับมากขึ้นจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

เราพบสารตะกั่วได้ที่ไหนในบ้านบ้าง
ในน้ำดื่ม น้ำประปา ภาชนะหุงต้มที่เชื่อมด้วยสารตะกั่ว ภาชนะจัดเก็บอาหาร ภาชนะ ceramics ที่มีตะกั่ว  แก้วน้ำ ช้อน ยาสมุนไพร หมึก แป้งทาตัวเด็ก (จุ้ยฮุ้ง) ตะกั่วถ่วงน้ำหนักม่าน สารตะกั่วจากหนังสือพิมพ์ สีที่ทาบ้าน ของใช้สีจัด ของเล่นเด็ก เป็นต้น


ตอนหน้ามาติดตามอ่านผลงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กกับความเสี่ยงต่อภาวะพิษสารตะกั่ว
และระดับการพัฒนาการของสมองกันต่อนะคะ    

อ้างอิง                           
  • พญ จันทิมา ใจพันธ์ และคณะกุมภาพันธ์ 2553. การศึกษาความเสี่ยงต่อการได้รับสารตะกั่วของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สังกัดของกรุงเทพมหานคร  มหาวิทยาลัยมหิดล
  • Banks, E. C., Ferretti, L. E., & Shucard, D. W. (1997). Effects of low level lead exposure on cognitive function in children: A review of behavioral, neuropsychological and biological evidence. NEUROTOXICOLOGY, 18(1), 237-282. 
  • Binns, Helen J. - Ricks, Omar Benton Helping Parents Prevent Lead Poisoning. ERIC Digest
  • Canfield RL, Henderson CR Jr, Cory-Slechta DA, Cox C, Jusko TA, Lanphear BP., 2003. Intellectual impairment in children with blood lead concentrations below 10 microg per deciliter, N Engl J Med.;348(16):1517-26.
  • Rogan, W. J., Dietrich, K. N., Ware, J. H., Dockery, D. W., Salganik, M., Radcliffe, J., Jones, R. L., Ragan, N. B., Chisolm, J. J., & Rhoads, G. G. (2001). The effect of chelation therapy with succimer on neuropsychological development in children exposed to lead. NEW ENGLAND JOURNAL OF MEDICINE, 344(19), 1421-1426. 
  • Yeoh B et al., 2009. Household interventions for prevention of domestic lead exposure in children, Cochrane summaries.

Friday, 13 January 2012

ระวังของไม่หมดอายุ คนกิน(อาจ)หมดอายุได้


เปรียบเทียบวันเดือนปี ขวามือกล่องที่ยังปกติ

เมื่อสองสามวันที่แล้ว เป็นอันต้องแปลกใจกับสินค้าที่เห็นในภาพ เป็นผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองยูเอชทีผสมงาดำยี่ห้อหนึ่งที่ทานค่อนข้างบ่อย เพราะอยู่ดีๆมันท้องป่อง (บวม) เลยเอามาดูวันที่ ก็เห็นว่าเขายังไม่หมดอายุเลย แต่อืดซะแล้ว เลยเอากล่องที่อยู่ข้างกันมาดู ก็พบว่าผลิตก่อนซะอีกแต่ ไม่อืดบวม เลยสรุปว่า กล่องบวมอืดนั้นคงมีอะไรผิดพลาดข้างใน และก้ไม่รู้ว่าอืดเมื่อไร ตั้งอยู่ที่ๆปกติที่เคยตั้งประจำและะเพิ่งเห็นตอนเช้า เลยถ่ายรูปไว้ แล้วก็ตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะเตี้ยๆ จะดูว่าจะระเบิดได้ไหม?? ตามประสานักวิทย์อยากรู้ จนบ่ายแก่ๆ ได้ยินเสียงฟี๊ดๆ ฟิ๊ดๆๆ บริเวณที่นั่งทำงาน ก็เลยมองหาที่มา ก็เห็นเจ้ากล่องที่บวมนั้นมีน้ำไหลออกมาจากก้นกล่องได้ด้วย ค่อยๆหยดลงพื้น สรุปว่าเกิดแรงดันจากปฎิกิริยาการหมักจากข้างในเกิดแก๊ส จนสุดที่จะทานทนแล้ว จึงเรอออกมา ตายสนิท หุ หุ  ก็เลยคิดว่าจริงๆแล้วนี่มันยังไม่หมดอายุ โดยดูจากวันที่บนกล่อง มันติดเชื้อจากที่ใด เมื่อไร ??

เปรียบเทียบอาการบวมให้เห็นว่าอ้วนๆๆๆ (ซ้ายมือกล่องปกติ)

 เอาเป็นว่าโชคดีที่ไม่ได้ทานเมื่อคืนหรือเมื่อวันก่อนหน้านั้น เพราะหากทานมันอาจออกอาการหมักในท้องแทน ล่ะก็เป็นเรื่องเหมือนกัน  เพราะมันบวม ๆๆๆๆ ฉุ!! เลยคิดว่าแม้ว่าของยังไม่หมดอายุ  แต่คนกินอาจหมดอายุได้ หากบังเอิญโชคร้าย เอาเป็นว่ามาเตือนให้ระวังสังเกตุ ก่อนจะทานอาหารเหลวกล่อง ก็ดูอายุเขาหน่อย และก็ทานคำแรกก็คงต้องสังเกตุรสชาดด้วย อย่าไว้ใจนัก อาจเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ได้ อันนี้ meepole บอกไม่ได้จริงๆว่าหากทานก่อนมันจะบวมมากนี่รสชาดจะเป็นยังไง  และก็เกิดได้กับทุกยี่ห้อ ทุกประเภทอาหารกล่องหรือกระป๋อง
ดังนั้นเราผู้บริโภคควรต้องะวังกันเอง และก็อย่าเสียดายเงินไม่กี่บาท ถ้ารู้สึกผิดสังเกตุก็ทิ้ง ชีวิตเรามีค่ามากกว่าเงินสิบ ยี่สิบบาท และหากหาหมอ ก็... หลายร้อย  หุ หุ

Tuesday, 3 January 2012

โรคอันตรายที่อยู่ไกล้เรา..ลีเจียนแนร์ อีกครั้ง


เมื่อวานและวันนี้ก็มีข่าวให้ตื่นตัว ตื่นตูม กันอีกครั้งเมื่อคนใหญ่คนโตป่วย นี่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปป่วยหรือตายจากเรื่องนี้ก็เป็นเพียงเรื่องที่ผ่านไป ไม่มีทางเป็นข่าวนอกจากตายเป็นสิบ  meepole เคยเขียนเตือนบอกเรื่องนี้กันแล้ว และก็บอกตัวเองทุกครั้งจนตอนนี้เป็นอัติโนมัติอยู่ในสมอง ลองอ่านข่าวนี้ค่ะ (ที่มาข่าวจาก http://news.thaipbs.or.th )

พบเชื้อโรค "ลีจะแนร์" ในทำเนียบรัฐบาลฮ่องกง
Wed, 04/01/2012 - 11:20
รมว.ศึกษาธิการของฮ่องกงล้มป่วยด้วยเชื้อโรคระบาด "ลีจะแนร์" ซึ่งติดจากที่ทำการใหญ่ของรัฐบาลที่เพิ่งสร้างใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
การตรวจสอบระบบน้ำทั่วที่ทำการใหญ่ของรัฐบาลฮ่องกงเกิดขึ้นทันที หลังมีแนวโน้มว่า รมว.ศึกษาธิการจะล้มป่วยด้วยเชื้อโรค "ลีจะแนร์" โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเปิดเผยว่า จากการสุ่มตัวอย่างในห้องน้ำ พบเชื้อโรค "ลีจะแนร์" สูงเกินมาตรฐานถึง 14 เท่า

"ลีจะแนร์" เป็นเชื้อแบคทีเรีย โดยมีที่มาจากการระบาดของโรคปอดบวมในสหรัฐฯ เมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดยระหว่างนั้นผู้เข้าร่วมประชุมองค์กรการกุศลที่มีชื่อว่า "อเมริกัน ลีเจี้ยน" ในเมืองฟิลาเดลเฟีย พากันติดเชื้อ และเนื่องจากเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่เคยพบมาก่อน จึงได้มีการตั้งชื่อแบคทีเรียที่พบใหม่นี้ว่า "ลีจะเนลล่า" โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น และไอ
แบคทีเรีย "ลีจะเนลล่า" ชอบอยู่ในน้ำอุ่น อุณหภูมิระหว่าง 25-40 องศาเซลเซียส ส่วนสาเหตุที่มาพบในที่ทำการใหญ่ของรัฐบาลฮ่องกง ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทนี้ เจ้าหน้าที่ฮ่องกงก็อ้างว่า ก่อนเปิดอาคารไม่ได้ระบายน้ำสกปรกทิ้ง  (อันนี้คงเป็นข้อแก้ตัวที่ต้องทำ...แต่หากใครอยากทราบเรื่องราว สาเหตุ ข้อควรระวังของเรื่องนี้ ก็ขอให้ลองไปอ่านที่ meepole เขียน ไว้ที่

 

โลกศิวิไลซ์...โรคศิวิไลซ์ 3

โลกศิวิไลซ์...โรคศิวิไลซ์ !!!...ภัยเงียบ 1 และ 2

 เรื่องนี้เกิดได้ทุกที่ ไม่ว่าอาคารใหม่หรือเก่าไม่ไช่ประเด็น  แต่สภาพแวดล้อมการรักษาความสะอาดของสถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะปัจจุบันที่ทุกอาคารติดแอร์ ใช้แอร์ระบบที่จ่ายต่อถึงกัน ซึ่งประหยัดแต่หากมีโรคติดต่อก็จะไปตามต่อที่อยู่แต่ละห้องหมด และตอนนี้ที่น่ากลัวยิ่งกว่าแต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดถึงต้องรอให้มีข่าวเศร้าเกิดก่อน คือการที่สถานศึกษาตอนนี้ทุกแห่งจะมีแอร์ใช้ในห้องเรียนกันหมด กระทั่งเด็กอนุบาล ประถมก็ไม่เว้น ผู้ปกครองหลายคนถ้าไม่มีแอร์ก็ไม่อยากให้ลูกเรียนกลัวลูกลำบากแต่ไม่กลัวลูกติดเชื้อ เชื้อที่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นลีเจียนแนร์ แค่สารพัดหวัด  ไวรัสตับ และเด็กยังมีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ ติดเชื้อง่าย แค่นี้ก็ทำให้เด็กๆอ่อนแอ ไม่แข็งแรงไปจนโตได้ทีเดียว เพราะเด็กแต่ละคนมาจากต่างครอบครัวที่มีสิ่งแวดล้อมด้านความสะอาดที่ต่างกัน ดังนั้นคิดอะไรให้รอบคอบเสมอ ยิ่งตอนนี้สังคมที่เราอยู่มีความหลากหลายของคุณภาพชีวิตมาก สุขอนามัยจึงถูกละเลยแม้ในสถานศึกษา

Friday, 30 December 2011

น้ำท่วม: อันตรายของการอบบ้านฆ่าเชื้อรา (Home Fumigation)



มีคนถามคำถามนี้ว่า " มีการเขียนแนะนำในบางที่ในโลกออนไลน์เรื่อง
การอบบ้านหลังน้ำท่วม (Home Fumigation) เชื่อได้หรือไม่ อันตรายหรือเปล่า"
เมื่อ meepole รู้เรื่องแล้วก็เลยตามหาดูก็พบว่ามีข้อแนะนำดังกล่าวจริง อ่านดูแล้ว ไม่สบายใจ ทำเฉยก็ไม่สบายใจเพราะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ถูก อันตราย และอยู่ในสายวิชาการที่เรียนมาด้วย แล้ววางเฉย หากวันหนึ่งมีข่าวถึงตายเพราะการกระทำที่ไม่รู้นั้น ก็จะเกิดความรู้สึกผิด  ถึงแม้จะเขียนเตือนตรงนี้ในที่แคบๆ ที่ไม่ค่อยมีโลกภายนอกรู้จักนัก เพราะไม่ไช่คอลัมน์บันเทิง ก็ยังดีที่มีผู้ใส่ใจคุณภาพชีวิตจริงๆที่เจาะเข้ามาถึงตรงนี้ได้ หรือไม่ก็ทุกข์มากกับเรื่องหนึ่งๆที่เผชิญเช่น เชื้อราจึงเจาะมาเจอ แต่อย่างไรก็ตามก้หวังว่าผู้ที่เข้ามาในนี้ได้ คงเมตตา กรุณา นำไปบอกต่อเพื่อให้อีกหลายๆส่วนได้รับรู้เพื่อความปลอดภัยเช่นกัน (เพราะ meepole ขอจำกัดโลกของตัวเองไม่ออกไปใช้เส้นทางออนไลน์ต่างๆที่มากกว่านี้)  กลับมาที่เรื่องนี้ว่าเมื่อตามไปเจอพบข้อความเช่นนี้ค่ะ

......เตรียมตัวออกจากบ้านให้พร้อม
   5.
นำผลึก ด่างทับทิม ใส่จานแบน ประมาณ 1 - 2 ช้อนชา
   6.
ราดฟอร์มัลดีไฮด์ 10% ลงในจานด่างทับทิมให้พอท่วม จะเกิดไอแสบจมูก

เอามาให้อ่านแค่นี้เพราะตรงนี้เป็นประเด็นหลัก  ..ก็ขอบอกว่าที่เขียนตรงนี้ก็ไม่ถูกต้องแล้ว แล้วอะไรคือที่ถูก ก็ตามอ่านข้างล่างนี้ ก็จะสามารถสรุปได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถูก

  หากจะถามว่าสามารถทำ Home Fumigation ได้ไหม ..โดยทฤษฎีทำได้ แต่จะได้ผลอย่างไร  อันตรายไหม ควรทำไหม คุ้มไหม เป็นอีกเรื่อง ดังนั้น meepole ขอตอบว่า


หลักการที่เขาแนะให้ทำนี้เป็นสิ่งที่เขาใช้กับห้องปฎิบัติการ หรือห้องวิจัยที่ต้องการความสะอาดมาก ไม่ต้องการให้เชื้อปนเปื้อนในอากาศ และโดยเฉพาะเชื้อรา  การฆ่าเชื้อราในที่จำกัด เฉพาะที่จึงทำเช่นนี้และทำโดยนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้มีความเข้าใจในเรื่องอันตรายของสารที่จะนำมาใช้ผสมกันดีพอควร มีเครื่องป้องกันตัว และมีข้อควรระวัง meepole จึงขอให้ข้อมูลดิบดังนี้
อันตราย จาก Formaldehyde 
  • Formaldehyde gas fumigation คือ การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์โดยการอบ/รมควันด้วยก๊าซ ฟอร์มาลดีไฮด์
  • ก๊าช Formaldehyde มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิด รวมทั้ง spore ในสภาวะที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 C
การทำให้เกิดก๊าซ Formaldehyde
    Formalin + น้ำ + Potassium permanganate   เกิดเป็น ก๊าซ Formaldehyde (ที่บอกว่าเกิดไอแสบจมูกคือก๊าซนี้นี่เอง) ปฎิกิริยานี้สามารถเกิดปฏิกริยาที่รุนแรง ไฟไหม้  ระเบิด และเกิดอันตราย!!!!
    อันตรายของก๊าซ Formaldehyde
  • เป็นสารพิษต่อระบบประสาท (Neuro toxin) ทำให้นอนไม่หลับ
  • ทำให้ไอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และ เลือดออกทางจมูก
  • Formaldehyde ในอากาศ ที่ความเข้มข้นมากกว่า 0.1 ppm ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองตา และ เยื่อบุ ทำให้แสบตา น้ำตาไหลและหากสูดดมจะทำให้ ปวดศีรษะ แสบไหม้คอ หายใจลำบาก และ กระตุ้นให้เกิดอาการหืดหอบ
  • เป็นสารก่อภูมิแพ้ (Allergen)
  • เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen)
ข้อต้องปฎิบัติ ผู้ที่จะทำ Formaldehyde fumigation
  • - จะต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้รู้จักสาร อันตราย และความเข้มข้นที่ใช้ อันตรายและ การควบคุม เป็นต้น
  • - สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
เวลาที่ใช้ในการอบฆ่าเชื้อ
  •  ก๊าซ Formaldehyde ออกฤทธิ์ช้าในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
  • หากใช้ Formaldehyde > 1,000 ppm ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ชั่วโมง
  • แต่อย่าลืมว่าตามข้อบังคับ ควบคุมในห้องปฎิบัติการเตือนว่า
     COHSS Regulations
    “ Maximum Exposure Limit 2 ppm (2.5 mg/m3)”  ข้อจำกัดที่ได้รับไม่ควรเกิน 2 ppm เท่านั้น
  • ppm คือส่วนในล้านส่วน (part per million )

ดังนั้นจะเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่ได้คิดถึง ต้องมีการคำนึงถึงความเข้มข้นต่อพื้นที่ด้วย และสารที่ใช้คือฟอร์มาลิน ส่วนก๊าซที่เกิดคือฟอร์มาลดีไฮด์  และหากเตรียมไม่ถูกต้องก็อันตราย และที่มีข่าวไฟไหม้เกิดขึ้นจากการอบบ้านด้วยวิธีนี้ ก็เพราะไม่เข้าใจปฎิกิริยาเคมีที่เกิดต่อเนื่องนั่นเอง

นอกจากนี้ก๊าซนี้ที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่ไม่รู้จักก็คิดง่ายๆเพียงว่าเปิดหน้าต่างก็หมดไป มันคงไม่เช่นนั้น มันมีการตกค้าง กลิ่นที่ถูกวัสดุดูดซับอีก มันจึงมีการใช้สารและบางวิธีการในการลดพิษดังกล่าว แต่meepole ไม่ขอนำมาเขียน เพราะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้กับบ้านอยู่อาศัยของเรา เพราะมันมีโทษมากกว่า  ทราบแล้วช่วยกันบอกต่อ ก่อบุญนะคะ :)

ดังนั้นการที่คนนำมาเผยแพร่ซึ่งอาจได้รับต่อๆกันมาอีก และไม่ไตร่ตรอง ค้นคว้าก่อน แทนที่จะเกิดผลดี กลับอันตรายมาก ดังนั้นการบอกต่อๆเกี่ยวกับอะไรที่ต้องใช้สารเคมี ต้องระมัดระวังค้นคว้าอ่านให้ดีทั้งผู้ส่งข่าวและผู้เผยแพรต่อ บางครั้งไม่ได้บุญแล้ว ยังก่อบาปไม่รู้ตัวอีกด้วย

Friday, 23 December 2011

น้ำท่วม : ลดความชื้นควบคุมรา 7


by meepole
ตั้งใจสุดสัปดาห์จะเขียนรู้เท่าทันรา ที่น่าสนใจ เพราะหากเรายึดหลักการที่ว่ารู้เขารู้เรามีชัยไปกว่าครึ่ง แต่วันนี้มีงานด่วนต้องออกแบบปก และตกแต่งหนังสือ เข้าใจใน “บุญ” ทำไว้มุทิตาแจกวันคล้ายวันเกิดของพระอาจารย์ที่ meepole ครอบครัวและลูกศิษย์ทั้งหลายให้ความเคารพนับถือ และตั้งใจแจกทั้งปี เลยขอทำงานด่วนก่อน เพราะเรื่องรู้เท่าทันราต้องแปลจากหลายส่วน และเรียบเรียง ใช้เวลา แต่เพื่อไม่ให้ผิดความตั้งใจไว้ ขอเอาเรื่องง่ายๆที่เกี่ยวข้องกับราและสำคัญเสียด้วย คือ วิธีการลดความชื้นภายในบ้าน เพราะเรากำจัดรา ทำความสะอาดบ้านเรียบร้อยแล้ว อาทิตย์หรือสองอาทิตย์ถัดมา อาจจะต้องเหนื่อยใจอีกกับราที่ค่อยๆแอบจู่โจม ขึ้นมาตามสิ่งต่างๆ และส่วนต่างๆภายในบ้านอีก และในที่สุดก็ครอบครองบ้านเราให้เราปวดหัว เสียสุขภาพจิตกันอีก ดังนั้น หลังล้างบ้านแล้วสิ่งที่ต้องรีบทำก่อนทำอย่างอื่นคือ ต้องรีบลดความชื้นในบ้านให้น้อยลงทันที บางอย่างเราอาจมองข้ามไป

เรามาดูกันว่าอะไรเป็นสาเหตุ หรือที่มาของความชื้นได้บ้าง

กระดาษ (หนังสือต่างๆ  หนังสือพิมพ์ )
พรม ผ้าม่าน เสื่อน้ำมัน กระเบื้องยาง วอลเปเปอร์
ฝ้าบนเพดาน และวัสดุอื่นที่ดูดน้ำได้ดี
เฟอร์นิเจอร์ (ไม้เพาะปาร์ติเคิล จะอมน้ำมากกว่าไม้จริง)
ต้นไม้ในบ้าน ทุกประเภท (อยู่ในตัวบ้าน เช่นห้องนั่งเล่น ห้องนอน) แจกันดอกไม้ที่มีน้ำ
แหล่งน้ำเปิดในบ้าน (ถังเก็บน้ำในห้องน้ำแบบไม่ปิดฝา ชักโครก ฯ)

เนื่องจากเชื้อราเราพบได้ตามธรรมชาติเราไม่สามารถกำจัดได้หมด แต่เราสามารถป้องกันมิให้เชื้อราเจริญเติบโตโดยการควบคุมความชื้นในบ้าน เมื่อคุณพบเชื้อราในบ้าน คุณต้องรีบกำจัดและหาสาเหตุโดยเฉพาะความชื้น หากไม่แก้ไขให้ดี ก็จะเกิดเชื้อราขึ้นใหม่ เมื่อเรารู้ที่มาของความชื้นกันแล้ว ต้องมาแก้ไขเมื่อมีการเปียกน้ำของวัสดุในบ้าน
หนังสือและกระดาษ
  • หนังสือหรือกระดาษไม่มีค่าก็ให้ทิ้งไปบ้าง
  • ทำสำเนาเก็บไว้ ส่วนที่เปียกทิ้งไป
  • หนังสือที่เปียกน้ำให้เอาไว้นอกบ้าน แผ่ผึ่งจนแห้งจึงนำเข้าบ้าน หากไม่ต้องการให้ทิ้งไปเลย
   พรม
  • ให้เอาน้ำออกโดยใช้เครื่องดูดน้ำออกจากพรม หากมีแดดผึ่งแดดตลอดจนมั่นใจว่าแห้ง
  • ลดความชื้นของห้องโดยใช้พัดลมช่วย
ฝ้าเพดานชื้น
อาจต้องเปลี่ยนใหม่เพราะมักไล่ความชื้นไม่ทัน มันจะขึ้นราก่อนและเป็นอันตรายต่อสุขภาพทุกครั้ง หากเปิดแอร์หรือพัดลม
เสื่อน้ำมัน กระเบื้องยาง


  • ใช้เครื่องดูดน้ำ หรือเช็ดให้แห้ง
  • ให้ตรวจใต้เสื่อ/ กระเบื้องยางว่าเปียกหรือไม่
   ผนังยิบซัม
  • ถ้าไม่บวมก็ไม่ต้องเปลี่ยน แต่หากบวมมากก็น่าจะเปลี่ยน
  • ใช้พัดลมช่วยเป่า
   ผ้าม่าน
  • ถอดไปซักและทำให้แห้ง
วอลเปเปอร์
อันนี้คงต้องรื้อออก เพราะเก็บความชิ้นไว้ในผนัง และกันความชื้นออกมาอีกด้วย  และเป็นไปได้อย่าติดตั้งอีกเลย มีสารอันตรายมากกว่าความสวย

ของอื่นๆอีกมากมายในบ้านที่มีแตกต่างกันmeepole คงเขียนได้ไม่หมด แต่ละบ้านก็ต้องมองกันเองว่าเหลืออะไรที่ดูดความชื้นได้ดี ให้เอามาทำให้แห้งด้วยวิธีต่างๆ เช่นผึ่งแดด เป่าโดยใช้ไดร์เป่าผม  เป่าโดยพัดลม เปิดบ้านให้ลมพัดผ่านเพื่อความชื้นระเหยออกได้เร็วขึ้น อะไรที่ทิ้งได้อย่าไปเสียดายที่จะเก็บไว้รอทิ้งเพราะจะเป็นตัวเก็บความชื้น  ดูให้ละเอียดแม้กระทั่งฉนวนหุ้มท่อแอร์ที่น้ำท่วมถึงก็อาจต้องเปลี่ยนใหม่

มีสติทุกครั้งที่กำลังจัดการกับรา เช่น การเปิดพัดลมเป่าต้องดูให้ดีว่าไม่มีราในบริเวณนั้นแล้ว ฯ และใส่เครื่องป้องกันตัว(ที่เคยเขียนมาแล้ว) และบอกตัวเองเสมอ รานั้นอาจอันตรายอย่าไว้ใจ

ใจเย็นๆค่อยๆทำทีละส่วน แต่ต้องไม่ปล่อยให้ราขึ้น เอาใจช่วยนะคะ

Monday, 19 December 2011

น้ำท่วม: การกำจัดเชื้อราในรถยนต์ 6



ที่มาภาพ: odorhalt.com
by meepole

คงไม่ช้าเกินไปสำหรับการกำจัดเชื้อราในรถ แม้ว่าบางคนส่งรถไปเข้าอู่ซ่อมแล้ว นั่นก็แสดงว่ามันคงอาการหนัก แต่หากใครที่น้ำกำลังจะลดเริ่มเข้าบ้านได้ คงจะเห็นว่ามีราขึ้นในรถเพราะเป็นเดือนมาแล้ว แต่หากว่ารถของใครที่ซ่อมเสร็จกลับมาแล้ว ก็อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้อีกหากไม่ได้มีการกำจัดราที่ถูกต้อง หรือกำจัดไม่หมด หรือยังมีความชื้นค้างในรถ ดังนั้นเรื่องนี้ยังไงๆก็ไม่ช้าเกินการ

ก่อนอื่นเรื่องนี้ต้องขอบอกก่อนนะคะว่า เจ้าของรถเท่านั้นที่เห็นด้วยตาตัวเองว่ารถยนต์ของท่านมีรามากในระดับใด กรณีที่ meepole จะเขียนต่อไปนี้เป็นกรณีที่ท่านคิดว่าท่านสามารถรับมือได้ มีราขึ้นบนเบาะนั่งให้เห็นชัด บนชิ้นยางทุกส่วน หรือไม่เห็นราแต่ได้กลิ่นรา อันนี้ก็คงต้องหาที่มาของกลิ่นก่อนเพื่อให้กำจัดได้ถูกจุด และหากอาการหนักจริงๆมันฟูเต็มไปหมดทั้งคันรถ เอาไม่อยู่ก็ต้องตัดสินใจว่าส่งไปให้ที่ร้านช่วยจัดการหรือไม่ และหากใครคิดว่ารอไม่ไหวต้องใช้รถ คงต้องทำความสะอาดเอง ในทุกกรณีที่อาจเป็นไปได้
ขอเตือนไว้เบื้องต้นว่า แม้ว่าราหลายชนิดเป็นประโยชน์ แต่ก็มีหลายชนิดเป็นโทษ และหากเราไม่ใช่นักราวิทยาก็ยากที่จะรู้แน่ชัดว่า ราใดอันตรายหรือไม่อย่างไร ดังนั้นการกำจัดราที่จะฟุ้งกระจายได้ง่ายมากจึงต้องระมัดระวังป้องกันตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ กรุณาย้อนไปอ่าน อันตรายของราก่อนหน้านี้ด้วยค่ะ

หากคุณตัดสินใจจะจัดการกำจัดรา ก็เริ่มต้นที่ตัวเองก่อน คืออุปกรณ์ป้องกันตัวเองอย่างรัดกุม และหากใครมีโรคประจำตัวภูมิแพ้ หอบหืด ไม่ควรจะมาเป็นผู้ช่วยในงานนี้อย่างยิ่ง และควรอยู่ให้ห่างขณะที่มีการทำความสะอาด หลังจากนั้นที่ต้องทำต่อคือหาอุปกรณ์ที่เคยกล่าวมาแล้ว  เปิดประตูรถให้กว้างหมดทุกบาน เข็นรถออกไปในที่ปลอดโปร่งมีลมพัดผ่านได้ สำรวจตรวจตราว่าบริเวณใดที่ขึ้นราบ้าง ตรงไหนมากน้อยอย่างไร และหากมองไม่เห็นราแต่ได้กลิ่นราก่อนหน้านี้ก็ให้สำรวจตรวจตราให้ดี เช่นอาจอยู่ใต้พรมรถ  ใต้เบาะ ในช่องแอร์ ใต้หลังคารถ หรือฯลฯ

 เมื่อพบแล้วก็มีข้อควรคำนึงต่อไปนี้

  • หากคุณพบว่ามีเชื้อราที่ระบบทำความเย็น ต้องหยุดใช้เครื่องปรับอากาศและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญที่บริษัทรถ ซึ่งอาจจะต้องทำความสะอาดระบบท่อส่ง รวมทั้งหารอยรั่วที่ทำให้เกิดความชื้น
  • สำหรับพรม หรือฝ้า หรือวัสดุที่มีรู เมื่อเกิดเชื้อราให้โยนทิ้ง เพราะเราไม่สามารถทำความสะอาดเชื้อราที่อยู่ในรู หรือร่องเหล่านั้นได้หมด หากมีน้อยที่จุดใดจุดหนึ่งก็ลองกำจัดดู แต่อาจขึ้นมาได้อีกนะคะ หากมีกำลังจ่ายก็ทิ้งไป ซื้อใหม่มาใส่ หรืออาจใช้วัสดุรองอย่างอื่นแทนพรมไปก่อน
  • กรณีเบาะนั่งที่เป็นเนื้อผ้า อันนี้คงไม่ไหว หากขึ้นรามากเกินฟูไปหมด เบาะเปียกชื้น คงต้องรื้อออกเปลี่ยน  เพราะยังไงๆตราบที่มีความชื้นในรถ ราก็ขึ้นได้ตลอดเวลา
  • สำหรับวัสดุผิวแข็ง หรือผิวเรียบให้ล้างบริเวณที่เป็นเชื้อราด้วยน้ำสบู่ และทำให้แห้ง (ใช้ไดร์เป่าผม)
  • ส่วนที่เป็นยางใช้ผงซักฟอกลงแปรงอ่อน ขัดและเป่าให้แห้ง

คราวนี้ก็ถึงส่วนที่เราถอดออกไม่ได้เช่น ส่วนเพดานรถ แต่ละคันก็มีวัสดุที่ไม่เหมือนกันก็ต้องอ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาดูว่าควรใช้แบบไหนจึงเหมาะ

เบาะหนังขึ้นรา ก็ให้ใช้กระดาษทิชชูแผ่นใหญ่จะหนาหน่อย หรือไม่ก็ฟองน้ำ ทุกอย่างใช้แล้วควรทิ้งเลยไม่แนะให้ใช้ผ้า ถ้าฟองน้ำเช็ดทีก็บีบล้างทีจะได้ไม่ไปปนเปื้อนต่อ แต่จริงๆแล้วกระดาษ tissue หนาดีที่สุด เช็ดทิ้งๆ ทันที เช็ดแบบหมาดๆ 

เช็ดราออกแล้วก็ให้ใช้น้ำส้มสายชู (สีขาว มีข้อแนะนำในตอนก่อนนี้แล้ว) ผสมน้ำเปล่า 1:1 กะประมาณดู น้ำน้อยไปหน่อยก็ไม่เป็นไร  ควรใช้ขวดสเปรย์ที่ฉีดน้ำนะคะ  ผสมเสร็จก็ ฉีดๆๆๆๆไปยังบริเวณที่มีราให้ทั่ว ไม่ต้องเช็ด ปล่อยทิ้งไว้จนกลิ่นน้ำส้มเบาลง เพราะต้องการให้น้ำส้มช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา  ระหว่างนี้เปิดประตูรถทิ้งไว้ตลอด
ถ้าราหนามากก็ให้ทำซ้ำเลย อย่ารีบเช็ดน้ำส้มออก ถ้าไม่มีรอยคราบอะไรก็ปล่อยแห้งไปเลยก็ได้ หมดกลิ่นก็ปิดรถ

เพียงเท่านี้ก็ได้รถที่ปลอดราในระดับหนึ่งกลับมา ในระหว่างนี้ให้ลองสังเกตดูว่าในรถยังมีความชื้นจากส่วนใดๆในรถหรือไม่ พยายามที่สุดที่จะลดความชื้นในรถ ในช่วงนี้หากไม่แน่ใจพยายามเอารถออกไว้ในที่มีแดด เปิดกระจกรถเล็กน้อย อย่าเพิ่งหาที่ร่มจอดรถ จับเขาไว้กลางแดดให้มากหน่อย

meepole ไม่แนะนำให้ใช้น้ำยาฆ่าเชื้อรา เพราะเราไม่สามารถฆ่าเชื้อได้หมด เราเพียงแต่แก้ไขเรื่องความชื้น เชื้อราก็ไม่สามารถเจริญเติบโตได้แล้ว

รู้ได้อย่างไรว่ากำจัดเชื้อราหมดไปแล้ว

ให้ดูด้วยตาไม่พบเชื้อราในบริเวณดังกล่าว หรือไม่มีกลิ่น (อันนี้ต้องปิดรถแล้วลองดมในวันถัดๆไป)

หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว ช่วงแรกนี้ให้หมั่นตรวจสอบว่ามีความชื้นหรือเชื้อราเกิดขึ้นที่อื่นที่มองไม่เห็นหรือไม่ เพราะความชื้นจะค่อยๆออกมา ราจะใช้เวลา 24-50 ชั่วโมงในการเจิญเติบโตถ้าขึ้นอีกให้ทำซ้ำในช่วงแรกนี้ ต่อไปจะดีขึ้นเอง

ปัจจัยที่สำคัญคือต้องกำจัดแหล่งที่จะทำให้เกิดความชื้นเสียก่อน หากยังมีความชื้นอยู่ก็จะเกิดเชื้อราขึ้นใหม่อีก

การทิ้งของที่มีเชื้อราไม่ควรกองตั้งไว้เพราะจะแพร่กระจายไปส่วนอื่นของบ้านได้ ให้ใส่ถุงพลาสติกมัดแน่นแล้วทิ้ง

หากแพ้กลิ่นน้ำส้มสายชู อาจลองใช้สูตรอื่นที่แนะไว้ก่อนหน้านี้ แต่สารธรรมชาติที่ไม่รุนแรงย่อมปลอดภัยต่อตัวเรา ลองเลือกดู และข้อแนะนำทั้งหมดนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับเครื่องเรือนอื่นๆในบ้านได้เลยค่ะ

 meepole ขอเป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่ได้รับความเดือดร้อนจากน้ำท่วม ขอให้ใจเย็นๆแก้ปัญหา อย่าเครียดกับมัน แล้ววันเวลาจะทำให้ทุกอย่างดีขึ้นค่ะ

คราวหน้าเรื่อง "ลดความชื้นควบคุมรา 7 "  :) สำคัญมากเพราะทำความสะอาดอย่างเดียวย่อมไม่พอ
http://meepole.blogspot.com/2011/12/blog-post_23.html