Wednesday, 22 June 2011

คิดให้ดีก่อนซื้อ อาหารฟังก์ชัน ... อาหารแห่งอนาคต



เมื่อเดินเข้าไปในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือร้านขายของชำ อาจสังเกตเห็นอาหารและเครื่องดื่ม ที่มีการโฆษณาว่าใช้วัตถุดิบจากธรรมชาติ มีสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มีประโยชน์ต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น อุดมไปด้วยวิตามิน กากใยอาหาร ฯลฯ ประกอบกับรูปแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม พกพาสะดวก สีสรรแตะตา ซึ่งสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนาๆสรรพคุณ ที่น่าลองนี้ก็คือ อาหารฟังก์ชัน (functional food)

ประเทศแถบเอชีย เช่น จีน มีอาหารทำนองนี้มานานแล้ว แต่อยู่ในรูปของอาหารที่มีส่วนผสมของสมุนไพรต่างๆ เพื่อป้องกันและรักษาโรคมากกว่า เช่น อาหารจีนที่ใช้เครื่องเทศหลากหลายชนิด ถ้าเทียบของไทยก็น่าจะเป็นต้มยำ
ประเด็นหลักของจุดขายใหญ่ก็คือ นำเสนอความเป็นธรรมชาติให้มากที่สุด เน้นผลประโยชน์ด้านสุขภาพ ป้องกันโรคต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชะลอแก่ ตรงจุดอ่อนของคนส่วนใหญ่ และสุดท้ายหาซื้อได้สะดวก รับประทานหรือดื่มได้ทันที ยกตัวอย่างเช่น น้ำผลไม้ นม กาแฟ เครื่องดื่มธัญพืช เครื่องดื่มสำหรับนักกีฬา และเอนไซม์ที่ตอนนี้โฆษณากันมาก เป็นต้น

สารพัดสารที่เติมใส่ลงไปในเครื่องดื่มเหล่านี้ จะบอกสรรพคุณต่างๆมาก และแน่นอนจำหน่ายในราคาค่อนข้างแพง เพราะโหมโฆษณาในช่วงออกตัวถี่มาก ตอนนี้บางตัวก็ติดปาก ติดตลาดไปแล้ว บางชนิดขวดเล็กๆราคา มากกว่า 30 -40 บาททีเดียว เอาเงินนั้นไปซื้อผักสด ผลไม้สด มาทานทุกวันได้ประโยชน์กว่ากันเยอะเลย แถมมีกากให้ระบบขับถ่ายดีขึ้นด้วย ลองคิดดูให้ดีนะคะ ในอดีตอาหารฟังก์ชันเหล่านี้ไม่มี แต่รุ่นพ่อแม่ก็แข็งแรงอยู่กันมาได้ โดยไม่ต้องมีสารพัดสารแต่งเติม


ร่างกายคนเราต้องการสารอาหารที่หลากหลายจากอาหารหลากชนิด การหวังพึ่งหรือยึดติดกับอาหารแห่งอนาคตมากไปไม่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอย่างยั่งยืน การเติมสารอาหารทุกอย่างก็มีข้อควรระวังเช่นกัน โดยเฉพาะสารอาหารที่เติมลงไปนั้นต้องปลอดภัยต่อสุขภาพจริง ได้รับมาตรฐานและตรวจสอบแล้ว

 พูดง่ายๆ คือ ต้องเดินสายกลาง ถ้าคุณคิดว่ารับประทานอาหารครบ 5 หมู่เป็นประจำอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องดิ้นรนหามารับประทานมากนัก แต่ถ้าคิดว่าชีวิตประจำวันยุ่งจนไม่มีเวลารับประทานอาหารให้ครบได้ ก็รับประทานอาหารหลักคู่กับอาหารที่เติมสารอาหารพิเศษร่วมด้วยก็ได้ แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสมแก่ความต้องการและถูกกับโรคของตัวเอง และที่สำคัญจำเป็นต้องศึกษาและใช้วิจารณญานในการเลือกซื้อก่อนนำมารับประทานเสมอ ไม่ตกเป็นเหยื่อของการอ้างอิงหรือโฆษณาที่เกินจริง

Friday, 17 June 2011

คนที่อ่อนแอจริงๆ


ได้มีโอกาสไปบรรยายเรื่องเกี่ยวกับสารพิษรอบตัว เรื่องหนึ่งที่พยายามรณรงค์มากคือ การงดสูบบุหรี่ เพราะมันส่งผลร้ายต่อตัวเองในระยะยาว ต่อคนในครอบครัว ต่อคนข้างเคียงไม่ว่าที่ไหนที่ควันบุหรี่ลอยไปถึง

ทราบไหมคะว่า ควันบุหรี่ ประกอบด้วยสารเคมีมากกว่า 4,000 ชนิด และมีสารเคมีจำนวนมากที่เป็นสารพิษ สารที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม และสารก่อมะเร็ง

นี่ก็เป็นเหตุหนึ่งที่มีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบต่อๆกันว่าคนไกล้เคียงได้รับสารพิษจากควันบุหรี่ มากกว่าคนสูบเสียอีก แต่หลายๆคนก็ยังไม่สามารถเลิกบุหรี่ได้ทั้งๆที่รู้ว่าอันตราย มีโทษ แถมยังรักมากพกพาติดตัวไปทุกที่ ก็ไม่รู้จะทำยังไงจะให้เลิกได้ ทั้งๆที่ตัวมันก็เล็กนิดเดียว อ่อนแอจริงๆ





รูปนี้แสดงส่วนหนึ่งของสารเคมีที่มีในกระดาษมวนบุหรี่

ที่ดันทุรังก็เปลี่ยนมาสูบ บุหรี่ไฟฟ้า ที่มีอันตรายสูงกว่า และเสี่ยงหัวใจวายง่ายๆ ข้อมูลของบุหรี่ดังกล่าวระบุว่าบรรจุนิโคตินแท่งละ 18 มิลลิกรัม ขณะที่บุหรี่ทั่วไป 1 มวนจะมีนิโคติน 1.2 มิลลิกรัม ซึ่งนิโคตินเป็นสารเสพติดที่มีฤทธิ์สูงเท่าเฮโรอีนและโคเคน

การสูดสารนิโคตินแต่ละครั้ง ร่างกายจะได้รับนิโคตินประมาณ 50 ไมโครกรัม ซึ่งสารนี้มีพิษร้ายแรงต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ในขณะสูบบุหรี่ระดับนิโคตินในเลือดจะเพิ่มสูงถึง 25-50 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร เสี่ยงต่อโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มมากขึ้นถึง 3 เท่าตัวทั้งผู้ชายและผู้หญิง

รูปบุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าเลียนแบบบุหรี่ ที่ผู้จำหน่ายโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเลิกสูบบุหรี่ แต่พบว่าปริมาณนิโคติน สูงกว่าบุหรี่ทั่วไปหลายเท่า นับเป็นภัยตัวใหม่ จึงมีผลเสียต่อผู้ที่สูบ หากสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ 1 มวนจะเท่ากับสูบบุหรี่ทั่วไปถึง 15 มวน

หลายประเทศได้สั่งห้ามการใช้สินค้านี้แล้ว เช่น รัฐวิคตอเรียของออสเตรเลีย บราซิล อิสราเอล จอร์แดน ตุรกี เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าดังกล่าว ยังไม่มีผลการวิจัยรองรับว่าช่วยเลิกบุหรี่ได้จริง

อย่าปล่อยให้มันทำร้ายชีวิตตัวเองและครอบครัวเลย อนาคตอาจเจ็บป่วยอย่างทรมาน ไม่อยากเอารูปอวัยวะของผู้ป่วยจากการสูบบุหรี่ให้ดูที่นี่เพราะมันสยองจริงๆ สุดท้ายก็คนในครอบครัวอีกนั่นล่ะที่เดือดร้อนต้องมาดูแล

ดังนั้นใครที่สูบบุหรี่อย่าอ่อนแอ ใจแข็งสักนิด ตั้งใจสักหน่อย หากไม่รักตัวเองมากนัก ลองรักคนที่รักเราให้มากหน่อย พ่อแม่ ลูก ภรรยา นึกถึงพวกเขาตั้งกี่ชีวิตที่รักคุณ และรอวันที่คุณจะบอกว่า

 “ ผมเลิกบุหรี่ ที่ทำร้ายคนที่รักผมได้สำเร็จแล้ว”  ไชโย !!

Sunday, 5 June 2011

 
อันตราย  !!  โฆษณาที่เกินจริง
 
 
หลายคนคงเคยได้ยินข่าว นี้
lกาแฟสำเร็จรูปยี่ห้อหนึ่งได้ลักลอบใส่สารซิลเดนาฟิล (Sildenafil) ยาที่ใช้รักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งผลข้างเคียงคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน หากผู้ที่เป็นโรคหัวใจดื่มก็อาจอันตรายถึงเสียชีวิตได้ 
l
จึงอยากขอเตือนต่อๆกันว่าสาร อาหารเสริม ส่วนมากที่โฆษณานั้น มักมีโฆษณาที่เกินจริง จะเสียเงินซื้อหามาทาน ต้องระมัดระวังอย่างมาก เพราะเป็นไปไม่ได้เลยที่สารอาหาร อาหารเสริมชนิดหนึ่งๆจะเหมาะกับทุกคน หรือใช้ได้กับทุกคน เช่นคนป่วยด้วยโรคไต หรือไตมีปัญหา ไม่ควรดื่ม หรืออาจมีปัญหากับผู้ป่วยโรคหัวใจเป็นต้น ดังนั้นการจะทานอะไร ควรศึกษาส่วนประกอบของสารในอาหารนั้นๆด้วย และดูตัวเองด้วยว่ามีโรคประจำตัวอะไรที่ไม่เหมาะกับสารดังกล่าวหรือไม่
เช่นเดียวกับการโฆษณาว่า อาหารหรือเครื่องดื่มนั้นมีสรรพคุณในเชิงป้องกันรักษาโรค เช่น ลดความอ้วน ลดน้ำหนัก ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง เป็นต้น และที่สำคัญยา อาหารเสริมหลายตัวที่โฆษณาขายกันเกลื่อนตามสื่อต่างๆ โดยเฉพาะในช่องของเคเบิ้ลทีวี มีการนำคนทั้งที่รู้จักกันดี และชาวบ้านทั่วไปมาโฆษณาอวดสรรพคุณ ได้ดูได้ฟังแล้วบางเรื่องหดหู่ใจ ว่าคนที่เป็นผู้มานำเสนอนั้น เป็นคนที่น่าเชื่อถือทำไมจึงมายอมเป็นผู้เสนอสินค้าที่มีความเสี่ยงที่อันตรายเช่นนั้น เป็นเพราะเขาเชื่อในสรรพคุณนั้นๆจริงหรือ หรืออะไรก็ได้..เงินๆๆๆๆ ? จึงยอมทำร้ายเพื่อนคนไทยด้วยกัน หากมีผู้บริโภครายใดเจ็บป่วย พิการหรืออันตรายถึงแก่ชีวิต ล่ะก็ บาปกรรมจริงๆ
 
 

Friday, 3 June 2011

การจัดอบรมพระนักเทศน์ทั่วภาคใต้



ตั้งแต่ 1-15 มิถุนายน จะมีเวลาสำหรับการเขียนตรงนี้น้อยลง เพราะมีการจัดอบรมพระนักเทศน์ทั่วภาคใต้จนถึงประเทศมาเลเซีย ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเจ้าคณะภาค 16 เป็นประธานการจัดงาน เตรียมทั้งสถานที่ และวิทยากร ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เช่น พระธรรมกิตติวงศ์ ราชบัณฑิต วัดราชโอรส  พระราชปฏิภาณมุนี (ท่านเจ้าคุณบุญมา) วัดประยูรวงศาวาส รศ.บรรจบ บรรณรุจิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.อ.นพ. พงศ์ศักดิ์ ตั้งคณานุรักษ์ พระครูปริยัติคุณาศัย เป็นต้น มีทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติอย่างเข้มข้น ตั้งแต่ 7.00น - 21.00 น. (ภาคค่ำ มีทั้งภาคปฏิบัติฝึกการเทศน์ และฝึกกรรมฐานด้วย) และ meepole เป็นทั้งวิทยากรบรรยาย( ถวายความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อให้ท่านแข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดี จะได้สืบต่ออายุพระพุทธศาสนาไปนานๆ) และกรรมการฝ่ายประเมินผล เลยต้องไปนั่งฟัง ติดตามตลอดการประชุม

เมื่อวานนี้ meepole ได้ถวายความรู้ใน 5 หัวข้อคือ สารพิษไกล้ตัว (ในวัด ในกุฎิ ที่พัก)  อาหารเสริม เสริมจริงหรือ?  น้ำ ดื่มผิด คิดจนเป็นโรค โลกศิวิไลซ์ โรคศิวิไลซ์  ป่วยที่ไม่ต้องช่วยด้วย ยา และแถมด้วยเรื่องของบุหรี่ ที่ไม่ค่อยมีใครรู้  พร้อมทั้งถวายหนังสือ "บ้านปลอดพิษ ชีวิตปลอดภัย" ให้ทุกรูปด้วยเพื่อให้ท่านอ่านและนำเองราวที่อ่านไปบอกกล่าวโยมๆทั้งหลาย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นกัน แล้วจะทะยอยนำที่บรรยายมาลงในนี้

เมื่อวานเป็นวันแรกของการบรรยาย โดยท่านพระธรรมกิตติวงศ์ ราชบัณฑิต ได้อะไรมามากมายค่อยทะยอยลงบันทึกทั้งข้อเขียนและภาพ ไว้เป็นประสบการณ์ที่ดี มีคุณค่าก่อเกิดประโยชน์ โดยทั่วกัน

Friday, 27 May 2011

เล็กพริกขี้หนู

เล็กพริกขี้หนู  เห็บกัด..ถึงตาย

รอยแผลจากเห็บกัด

ชาวจีน 4 คนเสียชีวิตเพราะถูกเห็บกัดจนติดเชื้อในกระแสโลหิต โดยมีรายงานคนล้มป่วยจากอาการเดียวกันอีก 71 คน
ชาวจีน 4 คนในเมืองซิงหยาง มณฑลเฮอหนาน เสียชีวิตเพราะติดเชื้อฮิวแมน กรานูโลไซติค อะนาพลาสโมซิส หรือ HGA ซึ่งเป็นการติดเชื้อพยาธิในเลือดที่มักพบในปศุสัตว์ โดยสาเหตุเป็นเพราะถูกเห็บกัดและดูดเลือด
มีรายงานว่านับตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค.เป็นต้นมาพบผู้ป่วยโรคนี้รวม 75 คน ซึ่งคนที่ติดเชื้อส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 40-80 ปี และ คนที่เสียชีวิตล้วนอายุสูงกว่า 55 ปี ผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า สภาพอากาศชื้นในพื้นที่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เห็บแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว

eeddy.exteen.com


โรคดังกล่าวเกิดจากเชื้อโรคแบคทีเรียชนิดหนึ่งที่สามารถติดต่อสู่คนโดยมีแมลงอย่างเห็บ หมัด เป็นพาหะ
ผู้ที่เป็นโรค HGA จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือดจะลดลง ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะต่างๆล้มเหลวและเสียชีวิตได้ แต่สามารถรักษาให้หายได้ หากเข้ารับการรักษาทันเวลา นอกจากนี้ หากไม่มีการระมัดระวัง ผู้ที่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยก็สามารถติดเชื้อได้เช่นกัน

สำหรับผู้ติดเชื้อ HGA จะมีอาการคล้ายเป็นหวัด คือ มีไข้ ปวดหัวรุนแรง และ ปวดกล้ามเนื้อ เนื่องจากเชื้อเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ทำให้อวัยวะภายในล้มเหลว หากไม่รีบรักษาจะเสียชีวิตได้ ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมณฑลเฮอหนานพบผู้เสียชีวิตจากเห็บกัดถึง18 คน และ นับตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาพบผู้ติดเชื้อ HGA กว่า 500 คน

เอาเรื่องนี้มาไว้ใน blog นี้ ไว้เตือนตัว meepole เอง และคนชอบเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะสุนัข จะได้ระวังและรู้อาการ  meepole เคยถูกเห็บตัวผู้กัดแล้ว มันจะคันกว่ายุงกัด และคันนานกว่า ไม่เคยคิดว่ามันจะอันตรายมากขนาดนี้

ต่อไปนี้คงต้องระวังมากขึ้นทั้งคนและหมา  อย่าให้ต้องตายเพราะเจ้าตัวเล็กพริกขี้หนูขนาดนี้เลย  เขินจ๊ะ   หุ หุ

อ้างอิงและแหล่งข้อมูล

http://news.sanook.com/1026092-ชาวจีนถูกเห็บกัดดับ4ศพ-ป่วยอีก-71-ราย.html

Wednesday, 25 May 2011

คิดแล้ว..........บรื๋อ !!!!


ความสวย..อาบยาพิษ



"ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง"  คำกล่าวนี้ใช้ได้อมตะนิรันดร์กาล  ยิ่งยุคสมัยใหม่นี้ที่ไม่ไช่เฉพาะหญิงเท่านั้นที่ใช้เครื่องสำอาง แต่ผู้ชายก็ใช้เครื่องสำอางกันเป็นว่าเล่น แถมบางคนเอาใจใส่มากกว่าผู้หญิงเสียอีก  ไม่ได้อิจฉาเลยนะเนี่ย !

ความสวยที่ถูกบรรจงเติมแต่ง เป็นความสวยงามภายนอก แต่ผลิตภัณฑ์ที่เราใช้เพื่อความสวยงามเหล่านั้นประกอบไปด้วยสารเคมีที่สามารถแทรกซึมลึกลงไปใต้ผิวหนัง  โดยเฉลี่ยแล้วพบว่าวัยรุ่นจะใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางอย่างน้อย 9 ชนิดต่อวันซึ่งจะมีสารเคมีกระจายไปบนร่างกายอย่างน้อย 120 ชนิด แม้ว่าจะแก้ต่างให้กับตัวเองว่าไม่เป็นไรหรอก ใช้นิดเดียวเองแต่ก็ได้ทำให้ผู้หญิงจำนวนมากต้องกลายเป็น “คนสวยอาบยาพิษ”อย่างไม่รู้ตัวไปแล้ว เพราะหากคิดให้ดีแล้ว จะพบว่าเราไม่ได้นานๆใช้ครั้ง แต่เราใช้วันละหลายๆครั้งแต่ง แต้ม เติม มิให้บกพร่องกันเชียว เฮ้อ!

หากไม่เชื่อก็ลองดูตัวอย่างส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ด้านล่างนี้ที่มีสรรพคุณที่เขียนไว้ข้างหลอดเพียงว่า ปกป้องผิวจากแสงแดดเนื้อครีมซึมซาบเร็ว ไม่เหนอะหนะ  ลองนับกันเลยนะคะว่ามีสารเคมีเท่าใดที่ละเลงบนผิวหน้า แขน ของคุณ

"………….. Ethylhexyl Methoxycinnamate, Silica, PVP, Phenoxyethanol, EDTA, Chlorphenesine, BHT, Ethanol, Sodium Citrate, 1.476% Titanium Dioxide, Alumina, Sodium Metephosphate, Sodium Methylparaben, 5.000% Ethylhexyl Salicylate, Biosaccharide Gum-1, PEG-40 Stearate, PVP/Hexadecane Copolymer, Propylene Glycol, 3.000% Oxybenzone,Glyceryl Monostearate, PEG-100 Stearate, Cetearyl Alcohol, Caprylic/Capric Triglyceride, Stearyl Alcohol, Dimethicone, Xanthan Gum Imidazolidinyl Urea, Tocopheryl Acetate, Perfume, Methylparaben, Propylparaben, Disodium EDTA, Dipotassium Glycyrrhizinate, Triethanolamine........"

นี่เป็นเพียงเครื่องสำอางหนึ่งชนิดที่ใช้เท่านั้น   แล้ววันนี้คุณใช้เครื่องสำอางกี่ชนิด ได้รับสารเคมีไปแล้วเท่าไร????  คิดแล้ว..........บรื๋อ !!!!

ตระหนักไว้ จะได้ไม่ต้องตระหนก !!!! เวลามีข่าว   

Friday, 20 May 2011

การลดความเสี่ยงจากอันตรายในการใช้ผลิตภัณฑ์ต่างๆ (2)
by meepole
ที่มาภาพ: mrnono.com
 
 
 
**************ต่อจากตอนที่แล้ว***********
 
 
3. จำไว้ว่าคำว่า “ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ “ไช่ว่าจะปลอดภัยเสมอไป

คำว่า ธรรมชาติ “Natural” ไม่ได้หมายความว่าไม่มีพิษ สารจากธรรมชาติหลายชนิดถูกพบว่าเป็นพิษ เช่น สารไลโมนีน (d-limonene) พบในเปลือกส้ม เชื่อว่าช่วยลดโคเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด แต่ขณะเดียวกันก็เป็นตัวทำละลายที่ดีทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนัง ตา และเยื่อเมือก จะเป็นอันตรายต่อบางคนที่แพ้สารนี้ ในเกณฑ์ข้อกำหนดของฉลากสิ่งแวดล้อมบางประเทศมีข้อห้ามใช้สารเหล่านี้

4. ระวังคำว่า “Green”  เพราะมันอาจไม่  “Green”  เสมอไป

คำว่า“Green” หรือแปลตรงได้ว่า สีเขียว ที่ปัจจุบันใช้แทนความรู้สึกว่าปลอดสารพิษ เป็นมิตรกับธรรมชาติ หรือไม่ก็เป็น ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ปลอดภัย   บางครั้งจึงอาจพบเห็นด้วยคำว่า Eco-friendly, Botanical บนฉลากสินค้าต่างๆมากขึ้น ทั้งๆที่คำเหล่านี้ไม่ได้มีนิยามที่บัญญัติเป็นทางการ และผู้ผลิตสินค้าต่างๆก็พยายามออกแบบ ตกแต่งผลิตภัณฑ์ด้วยรูปดอกไม้ ใบไม้ ผลไม้ ตลอดจนใช้สีเขียวหรือสีอ่อนหวาน ให้รู้สึกว่าเป็นผลิตภัณฑ์ธรรมชาติหรือเป็นผลิตภัณฑ์ไม่อันตราย

บางผลิตภัณฑ์โฆษณาสินค้าเพื่อให้รู้สึกว่าเป็นสินค้าที่ให้ผลดีและเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพเช่น มีส่วนผสมของนมแพะ หรือ มีส่วนผสมของวิตามิน E (“With Goat’s Milk”, “With Vitamin E”) เป็นต้น  บางบริษัทก็ใส่รายชื่อส่วนผสมที่มาจากพืชเพื่อบอกว่ามีส่วนผสมที่เป็นประโยชน์เช่น มีส่วนผสมของมะพร้าว ข้าวโพด แต่ความเป็นจริงแล้วในขั้นตอนต่างๆของการผลิต พืชต่างๆเหล่านั้นได้ผ่านขั้นตอนกรรมวิธีที่ผ่านสารเคมีและกระบวนการต่างๆจนพืชเหล่านั้นอาจสูญเสียสิ่งที่เป็นประโยชน์ไปเกือบหมดแล้ว แถมอาจจะมีสารเคมีจากกระบวนการตกค้างอยู่ด้วย

5. หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์หรือบริโภคอาหารซ้ำๆกันนานเกินไป

อันนี้เป็นหลักการที่ใช้ได้สำหรับทุกสิ่งที่บริโภคเข้าไป ทั้งทาน ทั้งทา ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุณคิดว่ามีประโยชน์ก็ตามเช่นอาหารเสริม วิตามิน ยาบำรุง เครื่องสำอางบางประเภทเช่นโลชั่น ครีมบำรุง ฯ ไม่ควรทานซ้ำๆ ใช้ซ้ำ ติดต่อกันนานๆ (คำว่า ซ้ำ หลักการของ meepole ถือว่านานเกิน 3 เดือนติดต่อกัน) หากจำเป็นต้องทานหรือใช้ก็ควรพักเว้นระยะบ้าง เพราะการใช้ติดต่อกันนานหากผลิตภัณฑ์นั้นมีสารอันตรายเจือปน ร่างกายทำลายไม่ทัน ก็จะสะสมไปเรื่อยๆ จนในที่สุดวันหนึ่งก็จะทำให้เกิดโรคได้

หากผู้ได้อ่านเรื่องหัวข้อนี้แล้วตระหนักรู้ จำให้แม่น นำออกมาใช้ก่อนซื้อผลิตภัณฑ์ใหม่มาใช้หรือบริโภค ก็จะเท่ากับได้ลดความเสี่ยง เพิ่มความปลอดภัยให้ชีวิตแล้ว ชีวิตเราอย่าปล่อยให้เสี่ยงกับสารอันตรายรอบตัวให้มากเกินไป เพราะหากถึงเวลานั้นกว่าจะกลับตัวก็สายเสียแล้ว