Monday, 9 July 2012

บั่นทอนชีวิต..กินไป คิดไป

ทราบไหมว่า...คุณกำลังบั่นทอนชีวิตหากกินไป คิดไป
 
คนสมัยนี้มักเข้าใจไปว่า การคิดไปด้วย กินไปด้วยเป็นการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ ยิ่งเวลาเป็นเงินเป็นทอง ก็ยิ่งต้องทำอะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกัน ต้องรีบเร่งแข่งกับเวลาจนไม่มีเวลาทานอาหารแบบสบายๆ ต้องรีบทาน รีบไป รีบทำงานต่อ
หารู้ไม่ว่านั่นคือการบั่นทอนคุณภาพชีวิตและสุขภาพอย่างร้ายแรง การเร่งรีบทานอาหาร รีบเคี้ยวรีบกลืนนั้นเป็นที่มาของการทำให้ระบบการย่อยอาหารไม่ดี การเคี้ยวอาหารอย่างละเอียดมีส่วนสำคัญในการย่อยอาหาร เนื่องจากทำให้เอนไซม์ทำงานย่อยอาหารไปอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ชณะที่ทานอาหารจิตก็ไม่มีสมาธิกับงานใด ๆ แม้แต่งานเดียวแล้ว ยังทำให้ขาดสติ คิดเรี่ยราดหรือฟุ้งซ่าน กลายเป็นคนเจ้ากังวล จมกับความเครียด จนไม่รู้ตัว เหมือนสปริงที่ถูกกดทับนานๆสปริงก็ตาย การย่อยอาหารไม่เต็มที่ เสียเวลาในกระบวนการย่อยนาน เลือดต้องไปเลี้ยงสมองมาก นอกจากนั้นแล้วยังทำให้น้ำย่อยในกระเพาะหลั่งได้น้อยลงอีกด้วย
อาหารไม่ย่อยเกิดจากระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การย่อยทำงานไม่มีประสิทธิภาพก็เกิดจากการรีบเร่งกินอาหาร ทำให้มีแก๊สในระบบย่อย และเกิดกรดเกินในกระเพาะ ทำให้เกิดอาการจุก เสียด แน่น บริเวณลิ้นปี่
ดังนั้นควรใช้เวลาในการบริโภคอาหารให้นานมากขึ้นด้วยการเคี้ยวอาหารนั้นอย่างละเอียด ใครที่กินอาหารด้วยจิตที่เครียด ว้าวุ่น ไม่ผ่อนคลายแบบนี้ ก็เตรียมเป็นโรคกระเพาะ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ท้องผูก หรืออาจส่งผลให้เกิดโรคอันตรายบางชนิดได้ และก็อย่าลืมพยายามให้เวลาตัวเองหลังอาหาร ก่อนที่จะเริ่มกิจกรรมต่างๆต่อไป 
หากยังควบคุมตัวเองให้หยุดคิดได้ยาก คงต้องหาป้ายเตือนตัวเองแบบในรูปข้างบนมาแขวนหรือติดไว้เตือนตัวเองแล้วล่ะ

Saturday, 5 May 2012

สารก่อเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ (2)


by meepole

ปกติร่างกายคนเราจะสร้างฮอร์โมนเพศเพื่อกำหนดลักษณะประจำเพศ เพศหญิง เพศชาย สำหรับเพศชาย "เทสโตสเตอโรน" (testosterone) เป็นฮอร์โมนที่มีความสำคัญอย่างมาก เพราะเป็นตัวกำหนดลักษณะประจำเพศหลาย ๆ อย่าง เช่น หนวด เครา ขนหน้าแข้ง เสียงห้าว ความกำยำล่ำสัน เป็นต้น ผู้ชายที่ขาดฮอร์โมนตัวนี้ไปก็จะมีลักษณะเป็นผู้หญิง ตัวอย่างที่เห็นคือ ขันทีในราชสำนักจีนโบราณเมื่อตัดลูกอัณฑะออกก็หมดลักษณะความเป็นชาย หมดเอกลักษณ์ของเอกบุรุษ ทั้งนี้เพราะลูกอัณฑะเป็นแหล่งสร้างฮอร์โมนเทสโตสเตอโรน

บทบาทและหน้าที่ของฮอร์โมนเพศชายเทสโตสเตอโรนยังมีอีกมาก ส่วนเพศหญิงมีฮอร์โมน "เอสโตรเจน" (estrogen) เป็นตัวกำหนดลักษณะประจำเพศหญิง ดังนั้นหากมีสารใดที่มารบกวน เปลี่ยนแปลงหรือกระทบต่อฮอร์โมนเพศดังกล่าวย่อมส่งผลต่อลักษณะประจำเพศ

สารอะไรบ้างที่เป็นตัวรบกวน

งานวิจัยในต่างประเทศพบว่า สาร Bisphenol A (สารบิสฟีนอล เอ, BPA) มีลักษณะเป็นตัวรบกวนฮอร์โมน ทำให้ฮอร์โมนเพศในร่างกายของเด็กสับสน ส่งผลต่อการเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งอาจนำไปสู่พัฒนาการทางเพศก่อนวัยของเด็กและลดความสามารถในการสืบพันธุ์ในอนาคต

การที่สาร BPA สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมเพศของเด็กได้นั้น มีข้อมูลงานวิจัยระบุว่า เพราะเป็นสารที่มีโครงสร้างคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนของเพศหญิง ทำให้สเปิรม์ (อสุจิ) ลดลง ส่งผลเปลี่ยนพฤติกรรมเพศของเด็กได้

นักวิจัยจาก University of California San Francisco พบหลักฐานจากการทดลองที่มีการเชื่อมโยงระหว่าง BPA กับการลดลงของรังไข่ในผู้หญิง จากการศึกษาพบว่า BPA ส่งผลให้การปฏิสนธิของไข่ลดลงถึง 50%

สารนี้คืออะไร มีในผลิตภัณฑ์อะไรบ้าง

ชื่อเคมีทั่วไป : Diphenylopropane ; 4,4'-Isopropylidiphenol

สูตรโมเลกุล : C15H16O12

 สาร BPA เป็นสารเคมีที่ใช้ในการผลิตพลาสติกชนิดโพลีคาร์บอเนต (polycarbonate) นิยมใช้กันทั่วไปเพื่อทำให้ขวดพลาสติกมีความใส มักนำไปใช้ทำขวดน้ำ ขวดนม เหยือกน้ำ ขวดน้ำบรรจุ 5 ลิตร  ใช้ทำถ้วยพลาสติกใส ช้อนส้อม มีดชนิดใส เป็นต้น เป็นวัตถุดิบผลิตเรซินสังเคราะห์สำหรับบุกระป๋องโลหะสำหรับใส่อาหาร เคลือบกระป๋องเครื่องดื่ม

รายงานของ Environment California Research and Policy Center ชี้ให้เห็นว่า ขวดนมพลาสติกใสแบบที่นิยมใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีพิษจากสารเคมีที่เป็นภัยต่อฮอร์โมนการเจริญเติบโต ระบบประสาท และระบบสืบพันธุ์

สารนี้เข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

เมื่อนำขวดพลาสติกหรือกระป๋องที่มีสารบิสฟีนอล เอ บรรจุอาหารหรือเครื่องดื่ม สารบิสฟีนอล เอ อาจหลุดร่อน ออกมาจากบรรจุภัณฑ์ หรือเมื่อบรรจุภัณฑ์ได้รับความร้อนหรืออุณหภูมิสูง ก็จะละลายปะปนอยู่ในอาหารเหล่านั้น เมื่อบริโภคอาหารและเครื่องดื่มจากบรรจุภัณฑ์อันตรายนั้นก็จะรับเอาบิสฟีนอล เอ เข้าสู่ร่างกายโดยไม่รู้ตัว


 (เพิ่มเติม..นี่เลยเป็นที่มาของการห้ามพ่อแม่ไม่ให้อุ่นขวดนมลูก ขวดนมเด็กทุกชนิดในเตาไมโครเวฟ เพราะขวดนมเด็ก ส่วนใหญ่ผลิตจากพลาสติกชนิดโพลีคาร์โบเนต ควรแช่ขวดนมในน้ำอุ่นๆ แทน ถ้าเป็นไปได้ควรซื้อขวดนมที่ระบุว่า "ปลอดสาร BPA หรือ BPA Free" หรือเลือกขวดนมที่ทำมาจากพลาสติก PP หรือแก้วแทน จะปลอดภัยกว่า)

อันตรายอื่นๆต่อร่างกาย มีอะไรบ้าง

จากผลวิจัยของนักวิทยาศาสตร์กว่า 150 เรื่อง ที่ผ่านการทดสอบในหนูทดลองมาแล้ว และให้ผลว่าสารบิสฟีนอล เอ ก่อให้เกิดอันตรายกับหนูได้แม้ในระดับปริมาณของสารจะต่ำ ซึ่งคำถามสำคัญก็คือ ร่างกายของเราได้รับในปริมาณเท่าไหร่ จึงก่อเกิดอันตราย?

นักวิทยาศาสตร์ระบุว่า สาร Bisphenol A จำนวนเพียงเล็กน้อย เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง ภูมิคุ้มกันบกพร่อง การเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก การเริ่มเป็นหนุ่มสาวช้าลง โรคอ้วน โรคเบาหวาน ไฮเปอร์ (hyperactivity) และอื่นๆ

ศูนย์พิษวิทยาแห่งชาติ (National Toxicology Programe) ของสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ (National Institutes of Health) ได้เผยแพร่รายงานเกี่ยวกับอันตรายของบิสฟีนอล เอ ที่อาจส่งผลต่อระบบประสาท พัฒนาการของทารกในครรภ์ เด็กทารก และเด็กเล็กได้ และอาจเป็นสาเหตุก่อมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งเต้านมในคนหนุ่มสาวได้เช่นกัน

การตื่นตัวต่อสารนี้

การศึกษาวิจัยถึงอันตรายของ BPA ได้รับความสนใจและโต้เถียงกันยาวนานมาก จนเป็นที่ยอมรับถึงผลกระทบต่อสุขภาพเกี่ยวกับพัฒนาการและระบบสืบพันธุ์ตลอดจนการก่อมะเร็ง เมื่อมีเสียงเรียกร้องถึงความปลอดภัยจากผู้บริโภค จึงมีการจำกัดการใช้สารนี้บ้างแล้ว เช่น ในแคนาดา บางรัฐของสหรัฐอเมริกา (CA) และเดนมาร์ก ห้ามใช้ BPA ในขวดนม ของเล่น และผลิตภัณฑ์ทุกชนิดที่ใช้กับเด็ก

วารสารเนเจอร์ ฉบับที่ 7324 ปี พ.ศ. 2553 ได้เผยแพร่ถึงเรื่องที่สหภาพยุโรปได้ทำข้อตกลงร่วมกันในเรื่อง ข้อห้ามสาร Bisphenol A ซึ่งจะมีผลในกลางปี พ.ศ. 2554

อียูสั่งห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ขวดสำหรับทารกที่มีสาร BPA
แน่นอนสิ่งนี้ย่อมยังไม่เกิดในประเทศไทย ยังไม่มีองค์กร หน่วยงานใดออกมาเรียกร้องให้เกิดผลในการห้ามจำหน่ายหรือผลิตภาชนะที่มีส่วนผสมสารนี้ กระทั่งการตื่นตัวก็มีน้อยมาก แต่คำถาม คำบ่น ข้อสงสัย มีมากมายเหลือเกินว่าทำไมปัจจุบันจึงมีเพศที่ 3 (ลักษณะเบี่ยงเบน) ออกมากันมาก ก็เพราะเราไม่ใส่ใจ ไม่ระมัดระวัง สารเคมีจากการบริโภค และจากเครื่องใช้ต่างๆทารก (แล้วจะเอามาเขียนเพิ่ม) อนาคตเราคงมีลูกหลานที่มีลักษณะเบี่ยงเบนกันมากขึ้น หากใครไม่อยากมีลักษณะเบี่ยงเบนดังกล่าว หรือไม่อยากให้ลูกมีความเบี่ยงเบนทางเพศก็คงต้องติดตามหาอ่าน และหลีกเลี่ยงภาชนะ หรืออาหารที่น่าสงสัยว่าจะมีสารดังกล่าวปนเปื้อนอยู่


  ตอนที่แล้ว  สารก่อเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ (1)  http://meepole.blogspot.com/2012/03/1.html

คราวหน้าเราจะมาตามว่า   เชื่อไหมว่า น้ำดื่มขวดที่เราดื่มกันน่ะ มีสารที่มีผลต่อระบบสืบพันธุ์ ได้ไง??
อ้างอิง
ที่มาภาพ: treehugger.com alibaba.com bombayharbor.com

Friday, 30 March 2012

เครื่องดื่ม! โปรดอ่าน..ก่อนสายเกินไป


ช่วงนี้กำลังมีสมาธิเร่งเขียนตำราอยู่เลยเอาข่าวที่น่าสนใจมาให้อ่าน เผื่อใครที่ตกข่าวจะได้รู้แล้วลองพิจารณาดูเองก็แล้วกันว่าจะยังให้ลูก หลาน ดื่มโค้ก และเป็ปซี่ แทนน้ำ กันอีกหรือเปล่า นอกจากการกัดกระเพาะ ฟันผุกร่อนแล้ว ตอนนี้ก็ได้มีข่าวที่ยอมออกข่าวระบุเสียที (จริงๆแล้วเรื่องแบบนี้ไม่ได้น่าแปลกใจเท่าใดนักสำหรับพวก food science หรือนักเคมี) เรื่องบางเรื่องต้องรอให้หน่วยงาน องค์กรเป็นคนประกาศ ไม่งั้นธรรมดาอย่างเราๆพูดไปก็ไม่มีใครเชื่อ หรือไม่งั้นโดนฟ้องรอพิสูจน์กันอีกยาว ดังนั้น meepole เอาที่เป็นข่าวแล้วมาบอกต่อ ช้าไปนิด แต่ดีกว่าไม่รู้เลย

ผู้ใหญ่ก็เช่นกัน  meepole เห็นเป็นประจำที่เป็นผู้ซื้อ สั่งประจำเวลาไปร้านอาหารจานด่วนทั้งหลาย ยังไงๆอ่านเรื่องราวข้างล่างนี้แล้ว แม้ว่าสินค้าจะเปลี่ยนในลักษณะของการปรับลดสารอันตรายตัวนั้น แต่ก็ยังมีอยู่ และทุกอย่างที่เป็นที่มาของมะเร็งหรือโรคใดๆก็ตามล้วนมาจากการค่อยๆสะสมทั้งสิ้น(และแบบ diet อันตรายกว่าอีก เป็นที่มาของโรคอันตรายที่นิยมเป็นกันเสียด้วย ลองหาอ่านดู )  หวังนะคะว่าคงมีบางท่านที่ได้เข้ามาอ่านแล้วจะ Change!!!!!!



"โค้กและเป็ปซี่" ประกาศปรับสูตรใหม่ในสหรัฐฯ หลังถูกร้องเรียนผสมสารก่อมะเร็ง
โคคา-โคล่าและเป็ปซี่ กำลังปรับสูตรเครื่องดื่มชื่อดังของตนเสียใหม่ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องหมายคำเตือนโรคมะเร็งบนฉลากสินค้า เพื่อให้เป็นไปตามกฎข้อบังคับของรัฐแคลิฟอร์เนียที่ระบุว่าหนึ่งในสารที่ผสมในเครื่องดื่มสีดำมีสารก่อมะเร็ง โดยส่วนผสมซึ่งเป็นหนึ่งในสารสังเคราะห์ให้สีน้ำตาลเข้มเครื่องดื่มที่มีกลิ่นคล้ายคาราเมล หรือสาร 4-methylimidazole ได้รับการระบุในกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียว่าเป็นหนึ่งในสารที่ก่อให้เกิดมะเร็ง

ก่อนหน้านี้ องค์กรอิสระแห่งหนึ่งชื่อว่า Center for Science in the Public Interest ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้สำนักงานอาหารและยาสหรัฐฯ (เอฟดีเอ) สั่งห้ามการใช้สีสังเคราะห์ที่ใช้ทำสีน้ำตาลเข้มให้น่าดื่มในน้ำอัดลมเช่นโค้ก เป๊ปซี่ และยี่ห้ออื่นๆ เนื่องจากสีนี้มีสารเคมีที่ชื่อ 2-methylimidazole (เมธิลอิมิดาโซล) และ 4-methylimidazole ผสมอยู่ด้วย โดยสัตว์ในห้องทดลองที่ได้รับสารเหล่านี้ในปริมาณเพียง 16 ไมโครกรัมก็เป็นโรคมะเร็งได้แล้ว

องค์กรนี้ได้กล่าวว่าการใช้สีสังเคราะห์ซึ่งมากถึง 200 ไมโครกรัม ในน้ำอัดลมขนาด 20 ออนซ์ เพื่อทำสีให้น่าดื่มจึงไม่คุ้มกับความเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง ด้านสมาคมผู้ผลิตเครื่องดื่มสหรัฐฯ กล่าวว่า ยังคงไม่พบหลักฐานว่าสารดังกล่าวอาจเป็นสารก่อมะเร็งได้ในมนุษย์ ส่วนเอฟดีเออ้างว่า ในกรณีของมนุษย์ จำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวถึง 1,000 กระป๋อง จึงจะเท่ากับปริมาณสารเคมีที่ถูกใช้ทดลองกับสัตว์ในห้องแล็บ (อันนี้เป็นข้ออ้างยอดนิยมค่ะ-meepole)

            ทั้งสองบริษัทประกาศว่าได้ทำการปรับสูตรเครื่องดื่มใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้วทั่วประเทศ เพื่อให้กระบวนการผลิตเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ด้านสมาคมเครื่องดื่มอเมริกัน เผยว่า ทั้งโค้กและเป็ปซี่ จะยังคงใช้สารดังกล่าวเช่นเดิม แต่จะมีการปรับสูตรเพื่อให้สอดคล้องกับข้อบังคับของรัฐแคลิฟอร์เนีย และผู้บริโภคเองก็จะไม่รู้สึกว่ารสชาติของเครื่องดื่มเปลี่ยนไปแต่อย่างใด และจะไม่ส่งผลกระทบด้านสุขภาพใดๆ ด้านตัวแทนของโคคา-โคล่า เผยว่า บริษัทได้ส่งสูตรใหม่ที่มีการปรับลดสาร 4-methylimidazole ให้แก่โรงงานผลิตทั่วประเทศแล้ว เพื่อให้ส่วนผสมเป็นไปในทางเดียวกัน



รู้แล้วก็...คิดสักนิดก่อนกิน เด็กๆมีอนาคตอีกนาน อย่าก่อบาปให้พวกเขาเลยบอกเขา สอนเขา ดื่มน้ำเปล่าดีที่สุด

ที่มาข่าว : มติชนออนไลน์ ประจำวันที่ 9 มีนาคม 2555 ผู้เขียน: มติชนออนไลน์

เพิ่มเติม

สีดำของน้ำอัดลมพวกโค้กและเป๊บซี่นั้นได้มาจากสีของคาราเมล หรือที่เรียกกันว่า Caramel colouring ได้จากปฏิกิริยาเคมีของน้ำตาลเมื่อโดนความร้อนจะกลายเป็นสารที่มีสีน้ำตาลดำๆ และมีกลิ่นหอม

ในการทำคาราเมลสำหรับใส่น้ำอัดลม โรงงานผู้ผลิตจะเพิ่มแอมโมเนีย (ammonia) หรือ ammonium sulfite ลงไปเพื่อให้สีของคาราเมลเข้มขึ้น และในปฏิริยานี้จะเกิดผลพลอยได้เป็นสารตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า 4-methylimidazole

ในเดือนธันวาคม 2011 รัฐแคลิฟอร์เนียก็ประกาศให้ 4-methylimidazole เป็นสารก่อมะเร็งที่ถูกควบคุมด้วยญัตติ Proposition 65 ซึ่งขีดเส้นระดับขั้นต่ำของ 4-methylimidazole ไว้อยู่ที่ 29 ไมโครกรัม จากการสำรวจโดย Center for Science in the Public Interest (CSPI) โค้กและเป๊บซี่หนึ่งกระป๋องมี 4-methylimidazole ประมาณ 103-153 ไมโครกรัม เกินกว่าระดับขั้นต่ำหลายเท่า

ดังนั้นหากตอนนี้ใครไปเที่ยวสหรัฐอเมริกา แล้วพบว่าโค้กกับเป๊บซี่ที่นั่นสีจางกว่าของบ้านเรา ก็อย่าแปลกใจ สีไม่ได้ตกนะเอ่ย แค่ลดสารอันตรายลงเท่านั้นเอง J

Monday, 19 March 2012

สารก่อเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ (1)

ที่มาภาพ: familyhomesecurity.com
by meepole
ปัจจุบันจะเห็นว่าในสังคมเรานอกจากจะมีเพศหญิง เพศชาย ตามปกติที่ธรรมชาติสร้างกันมาแล้ว เรายังมีลักษณะที่ไม่ตรงกับเพศที่กำเนิดมา ที่เรามักเรียกกันในยุคนี้ว่า การเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งเป็นเรื่องภาวะด้านจิตใจ ส่งผลมาถึงบุคลิกและพฤติกรรม เกิดได้กับทั้งสองเพศ ทำให้มีคำเรียกทางสังคมมากมายขึ้นในยุคนี้  มีงานวิจัย ข้อสมมุติฐานมากมายที่พยายามหาคำตอบอธิบายในเรื่องนี้อยู่ว่ามันเกิดจากอะไร หรือเกิดได้อย่างไร ซึ่งข้อสันนิษฐานมีทั้งกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูจากครอบครัว อาหาร และสารเคมี เป็นต้น

ปัจจัยจาก สิ่งแวดล้อม การเลี้ยงดูจากครอบครัว เด็กๆคงเลี่ยง เปลี่ยนได้ยาก  หรือจะเลี้ยงดูแบบไหน เป็นปัจจัยภายนอกที่จะควบคุมได้ลำบาก เพราะมันคงต้องเป็นเช่นนั้น ส่วนกรรมพันธุ์ เป็นอะไรที่เปลี่ยนไปไม่ได้แล้ว ส่วนสารเคมีที่มีในทั้งอาหารและของใช้ต่างๆเป็นสิ่งที่ต้องใส่ใจ เรียนรู้ เพื่อหลีกเลี่ยงการบริโภคสะสมอยู่ในร่างกายจนส่งผลต่อระบบต่างๆแล้วทำให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศ ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ปัจจุบันมีการค้นพบสารเคมีหลายชนิดที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเบี่ยงเบนทางเพศ ทั้งทางตรงและทางอ้อมโดยสารเหล่านี้ถูกสังเคราะห์ใช้ในด้านอุตสาหกรรม เกษตรกรรม ปนในเครื่องใช้ ของใช้ต่างๆ ซึ่งแน่นอนว่าเป็นไปไม่ได้ที่ชาวบ้านทั่วไปจะรู้เรื่อง รู้จักสารเหล่านี้ นั่นก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่นับวันจะทำให้การเบี่ยงเบนทางเพศเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหากจะเกิดคำถามว่าการเบี่ยงเบนทางเพศแล้วเป็นยังไง ทำให้ใครเดือดร้อน นั่นไม่ไช่ประเด็นของการเขียนเรื่องนี้ แต่ที่เขียนเรื่องนี้เพราะหากพ่อแม่คนใด หรือกระทั่งเด็กที่สามารถอ่านหนังสือเข้าใจ อยากมีเพศตรงตามธรรมชาติที่ได้กำเนิดมาได้มีโอกาสอ่านและทราบ จะได้สามารถนำไปป้องกันความเสี่ยงอันอาจเกิดได้ และที่สำคัญสารก่อเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศนั้นสามารถก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพด้านอื่นๆด้วย นั่นเป็นเรื่องที่ต้องคำนึงถึง

ลองมาทำความรู้จักสารก่อเกิดการเบี่ยงเบนทางเพศบางตัวที่ได้มีการศึกษาแล้ว ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ซึ่งเราๆท่านๆก็ใช้กันอยู่โดยไม่รู้ตัว

สารฟธาเลต
คุณผู้หญิงทั้งหลาย ตลอดจนคุณผู้ชายทันสมัยบางคน มักจะเข้าร้านเสริมสวย สระผม ไดร์ผม ช่างทำผมตกแต่งเสร็จก็จะฉีดสเปรย์ใส่ผม สเปรย์ฉีดผมก็จะมีสารชนิดหนึ่งมากเป็นพิเศษ คือ สารฟธาเลต (Phthalate อ่านว่า ธาเลต) ซึ่งจากการศึกษาวิจัยในประเทศอังกฤษระบุว่าหญิงตั้งครรภ์ที่ใช้สเปรย์ฉีดผมมาก มีโอกาสที่ลูกในครรภ์จะป่วยเป็นโรคไฮโพสปาเดียส (Hypospadias) สูงถึง 2 เท่าตัว โรคนี้จะทำให้ท่อปัสสาวะของผู้ชายมีลักษณะผิดปกติ และมีการพบว่ามีส่วนทำให้น้ำหนักตัวของทารกแรกเกิดน้อยกว่าปกติด้วย


นอกจากนี้ ยังพบว่าสารนี้ยังก่อให้เกิดการเบี่ยงเบนทางเพศของเด็กชาย โดยกระบวนการเบี่ยงเบนทางเพศเป็นลักษณะหญิง จะเกิดขึ้นในขณะตั้งครรภ์ เมื่อมารดาได้รับสารพิษจะทำให้การทำงานของฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนของเด็กชายในครรภ์ถูกรบกวน แม้กระทั่งเป็นหนุ่มแล้วสารนี้ก็มีผลต่อคุณภาพของน้ำเชื้ออสุจิอีกด้วย ลองอ่านข้างล่างนี้แค่ส่วนหนึ่งให้เชื่อมั่นว่าน่าขยอง...(ขยาด+สยอง)

“Animal studies have shown consistently that phthalates depress testosterone levels. Recent human studies have found that phthalates are associated with poor semen quality in men and subtle changes in the reproductive organs in boy babies.”(Stahlhut R., M.D., M.P.H., The University of Rochester)



นักวิจัยพบว่าเด็กชายที่ได้รับสารฟธาเลตสูงตั้งแต่อยู่ในครรภ์จะไม่ชอบการเล่นของเล่นพวกรถไฟ หรือปืน พูดง่ายๆคือไม่ชอบของแบบเด็กผู้ชายชอบเล่น อีกทั้งไม่ชอบการเล่นที่รุนแรง แต่กลับสนใจการละเล่นหรือของเล่นที่เด็กหญิงชอบเช่น ตุ๊กตา สนใจของสวยงาม ทาเล็บสีสวย ลิปสติกสีสด เป็นต้น

นอกจากในสเปรย์ฉีดผมแล้ว สารฟธาเลตยังพบมากในไวนิล พีวีซี และพลาสติกหลากหลายชนิดด้วย (ไว้ตอนต่อไป) ดังนั้นหากแม่กำลังตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้สเปรย์ฉีดผม สเปรย์ปรับอากาศ น้ำยาย้อมผม น้ำยาทำความสะอาดสุขภัณฑ์ รวมถึงผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม และยาระงับกลิ่นกายทั้งหลายจะเป็นการดีที่สุด

เพิ่มเติม  ในเพศชาย ฮอร์โมนเพศจะถูกสร้างขึ้นตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และเริ่มมากขึ้นอีกครั้ง ในช่วงของวัยรุ่นจนเป็นหนุ่มเต็มที่.. จากนั้นก็จะอยู่คงที่ในช่วงวัยผู้ใหญ่จนอายุประมาณ 40-45 ปี การสร้างฮอร์โมนเพศชายก็จะค่อยๆลดลง

Saturday, 25 February 2012

รู้หรือไม่ว่า..อันตราย!!

ที่มาภาพ : imagesante.be

  • ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาได้รณรงค์เพื่อยกเลิกการใช้น้ำยาซักผ้าขาว เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มของมะเร็งเต้านมในผู้หญิง การลดลงของสเปิร์มในผู้ชาย และความผิดปกติในการเรียนรู้และพฤติกรรมในเด็ก
  • สมาคมโรคปอดและโรคหอบหืดของแคนาดาพบว่า สารเคมีที่ใช้ความสะอาดภายในบ้านและเครื่องสำอางเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญของโรคหอบหืด
  • น้ำยาล้างเล็บส่วนใหญ่มี อะซีโตน หรือ เอธิลอะซีเตท เป็นตัวทำละลายตัวอื่นอีก เมื่อกินเข้าไป อะซีโตนจะถูกดูดซึมจากกระเพาะและเยื่อเมือก ทำให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะที่ อาเจียนและการกดระบบประสาท
  • เรารู้หรือไม่ว่าน้ำยาทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้เกี่ยวกับร่างกาย สารพิษที่ออกมาในอากาศในรูปของไอหรือละออง ที่เราใช้กันอยู่นั้น เด็กๆ มีโอกาสรับเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากสารพิษพวกนี้จะมีน้ำหนักมากและลอยอยู่ใกล้พื้นมากกว่า
  • ตัวทำละลาย เช่น Formaldehyde, phenol, benzene, toluene และ xylene พบในสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดภายในบ้าน เครื่องสำอาง เครื่องดื่มที่มีสีผสม ผ้าที่มีน้ำยารักษาผ้าหรือน้ำยาทำความสะอาด และ ควันบุหรี่ ทำให้เกิดมะเร็งและเป็นพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  •  น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกบางชนิดจะมีสารเคมี ได้แก่ แนฟธา (naphta) ซึ่งกดระบบประสาท สารไดเอธาโนลามีน (diethanolamine) มีอันตรายต่อตับ
  • ข้อมูลที่ได้จากประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสารเคมีที่อยู่ในบ้านกว่า 150 ชนิด ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ความพิการของเด็กเมื่อคลอดออกมา รวมถึงโรคมะเร็ง และสุขภาพจิตผิดปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการได้รับสารพิษพวกนี้สะสมเข้าไป
จริงอยู่สารเคมีทุกชนิดเป็นอันตราย แต่ถ้าเราใช้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี ก็จะลดอันตรายเหล่านั้น และสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องสารเคมีอันตรายที่มีในผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสามารถเลือกใช้ให้ปลอดภัยมากที่สุด แต่วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือเลือกใช้สารที่ปลอดภัยกว่าทดแทน (ปัญหาคือ ถ้าไม่ไช่นักเคมี หรือนักวิทย์ฯจะรู้ได้ยังไงว่าสารตัวไหนอันตราย..อันนี้ไม่ยากสงสัยอะไร คนไทยเข้าที่นี่เลยค่ะ 
ศูนย์ความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี http://www.chemtrack.org/   meepole ก็ใช้บริการที่นี่ประจำค่ะ:)