Saturday, 25 February 2012

รู้หรือไม่ว่า..อันตราย!!

ที่มาภาพ : imagesante.be

  • ในประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศแคนาดาได้รณรงค์เพื่อยกเลิกการใช้น้ำยาซักผ้าขาว เนื่องจากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเพิ่มของมะเร็งเต้านมในผู้หญิง การลดลงของสเปิร์มในผู้ชาย และความผิดปกติในการเรียนรู้และพฤติกรรมในเด็ก
  • สมาคมโรคปอดและโรคหอบหืดของแคนาดาพบว่า สารเคมีที่ใช้ความสะอาดภายในบ้านและเครื่องสำอางเป็นตัวกระตุ้นที่สำคัญของโรคหอบหืด
  • น้ำยาล้างเล็บส่วนใหญ่มี อะซีโตน หรือ เอธิลอะซีเตท เป็นตัวทำละลายตัวอื่นอีก เมื่อกินเข้าไป อะซีโตนจะถูกดูดซึมจากกระเพาะและเยื่อเมือก ทำให้เกิดการระคายเคืองเฉพาะที่ อาเจียนและการกดระบบประสาท
  • เรารู้หรือไม่ว่าน้ำยาทำความสะอาดและผลิตภัณฑ์ที่ใช้เกี่ยวกับร่างกาย สารพิษที่ออกมาในอากาศในรูปของไอหรือละออง ที่เราใช้กันอยู่นั้น เด็กๆ มีโอกาสรับเข้าสู่ร่างกายได้มากกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากสารพิษพวกนี้จะมีน้ำหนักมากและลอยอยู่ใกล้พื้นมากกว่า
  • ตัวทำละลาย เช่น Formaldehyde, phenol, benzene, toluene และ xylene พบในสารเคมีที่ใช้ทำความสะอาดภายในบ้าน เครื่องสำอาง เครื่องดื่มที่มีสีผสม ผ้าที่มีน้ำยารักษาผ้าหรือน้ำยาทำความสะอาด และ ควันบุหรี่ ทำให้เกิดมะเร็งและเป็นพิษต่อระบบภูมิคุ้มกัน
  •  น้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอกบางชนิดจะมีสารเคมี ได้แก่ แนฟธา (naphta) ซึ่งกดระบบประสาท สารไดเอธาโนลามีน (diethanolamine) มีอันตรายต่อตับ
  • ข้อมูลที่ได้จากประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสารเคมีที่อยู่ในบ้านกว่า 150 ชนิด ทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ ความพิการของเด็กเมื่อคลอดออกมา รวมถึงโรคมะเร็ง และสุขภาพจิตผิดปกติ ซึ่งจะเกิดขึ้นเมื่อมีการได้รับสารพิษพวกนี้สะสมเข้าไป
จริงอยู่สารเคมีทุกชนิดเป็นอันตราย แต่ถ้าเราใช้ให้ถูกขนาด ถูกวิธี ก็จะลดอันตรายเหล่านั้น และสามารถใช้ประโยชน์จากมันได้ ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้เรื่องสารเคมีอันตรายที่มีในผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้ในชีวิตประจำวันเพื่อสามารถเลือกใช้ให้ปลอดภัยมากที่สุด แต่วิธีที่ดีที่สุดคือพยายามหลีกเลี่ยงไม่ใช้ ถ้าไม่จำเป็น หรือเลือกใช้สารที่ปลอดภัยกว่าทดแทน (ปัญหาคือ ถ้าไม่ไช่นักเคมี หรือนักวิทย์ฯจะรู้ได้ยังไงว่าสารตัวไหนอันตราย..อันนี้ไม่ยากสงสัยอะไร คนไทยเข้าที่นี่เลยค่ะ 
ศูนย์ความรู้เรื่องความปลอดภัยด้านสารเคมี http://www.chemtrack.org/   meepole ก็ใช้บริการที่นี่ประจำค่ะ:)

    Sunday, 12 February 2012

    ส้วมไฮเทค..อ่านก่อนซื้อ

                                 by meepole
    ที่มาภาพ: fractiousllama.typepad.com

    เมื่อวานเข้าไปอ่านบล็อกของเพื่อนจากแดนไกล เรื่อง "ห้องน้ำ ห้องท่า " เป็นเรื่องของ "ส้วมไฮเทคฯ" อ่านแล้วให้เกิดความขยอง (ขยาด+สยอง) ตามจินตนาการของ meepole ที่ค่อนข้างคิดลบกับเชื้อโรค เห็นอะไรก็อดคิดๆโยงเข้าไปถึงความสะอาด และการติดเชื้อแบบไม่คาดคิด ซึ่งตอนนี้มีมากจนน่ากลัวทีเดียว หากใครได้เคยรู้ความจริงหรือสังเกตุดูว่าคนปัจจุบันป่วยด้วยโรคหนึ่ง จะส่งรพ.หรือไม่ก็ตาม แต่ตอนตายมักจะตายด้วยการติดเชื้อ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า เชื้อโรคมีทุกหนแห่ง เมื่อใดที่ร่างกายมีช่องเปิดให้เข้าก็เข้าได้ เมื่อร่างกายอ่อนแอก็ติดเชื้อง่ายขึ้น แพร่กระจายไปรวดเร็วกว่าเมื่อร่างกายแข็งแรงอันเกี่ยวเนื่องจากภูมิต้านทานและเม็ดเลือดขาว ทุกวันที่เราต้องได้รับเชื้อเข้าไปในร่างกายมากบ้างน้อยบ้าง อันตรายบ้าง อันตรายน้อยบ้าง ร่างกายก็จะส่งทหารเอกมาปราบ รบชนะเราก็ปกติสุข รบแพ้เราป่วย ขณะรบบางทีก็มีอาการไข้ ตัวร้อน ครั่นเนื้อครั่นตัวให้สังเกตุ ลองคิดดูว่าร่างกายเราต้องเสียทหารป้องกันสู้เชื้อในแต่ละวันมากน้อยแค่ไหน เสียพลังงานไปมากเพียงใด เราจึงควรหาทางป้องกัน หลีกเลี่ยงการสูญเสียทหาร เสียพลังงานเหล่านั้น แถมทำให้ร่างกายเราทรุดโทรมเร็ว อ่อนแอลง  ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นหากเราตระหนักตลอดเวลา เพื่อถนอมสุขภาพ การจะใช้ผลิตภัณฑ์ใด ที่มีการผลิตออกมาตอบสนองความต้องการของคนรุ่นใหม่ที่ชอบเครื่องทุ่นแรง ลดเวลา เพิ่มความสะดวกสบาย ควรต้องคิดพิจารณาสักนิดว่ามันจำเป็นจริงๆนะหรือที่ต้องใช้ มันน่าจะมีผลดี ผลเสียที่จะตามมาอะไรบ้าง หาข้อมูลให้รอบตัวก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ สินค้าไม่หมดตลาดง่ายๆหรอก ...

    เรื่องส้วมไอเทคประเภทอัตโนมัติทุกอย่าง ยกเว้นอย่างน้อยต้องใช้มือเรากดปุ่ม ยังไม่ได้สั่งด้วยเสียง (อนาคตคงมี) เมื่อเดือนที่แล้วไปเดินโฮมโปรก็เห็นเจ้าชักโครกแบบดังกล่าวแล้วมีปุ่มฉีดล้าง ปุ่ม.. และปุ่ม..เพื่อนกลุ่มที่ไปด้วยก็ทดลองเล่น หาความรู้ หัวเราะกันแต่ไม่มีใครคิดจะซื้อเลยไม่ได้ดูราคา ไม่ได้คิดมาก หากจะคิดซื้อคงคิดอะไรๆมากกว่านี้ แต่ตอนนี้สนุกสนานขำ function ของมัน

    เครื่องถัดมาที่มีข่าวตอนใหม่ๆทุกคนตื่นเต้นสนุก เริ่มเอามาใช้ก็ที่โรงแรมหรูๆก่อน หลังจากนั้นก็มีใช้ทั่วไปตอนนี้ในส้วมสาธารณะก็มีใช้แล้ว คือ "เครื่องเป่าลมให้แห้ง" ใช้หลังจากล้างมือเสร็จ เอามือไปรอง ลมอุ่นๆจะพ่นออกมา ตอน meepole สอนนักศึกษารุ่นแรกๆที่มีข่าวการใช้เครื่องนี้ เคยบอกเขาว่าอีกไม่นานคนจะเลิกใช้กันไปเอง เพราะจะเป็นตัวแพร่เชื้อได้ดี เพราะพ่นกระจาย เวลาเอามือไปรองให้ลมผสมเชื้อพ่นใส่มือที่อุตส่าห์ล้างจนสะอาดแล้ว เมื่อ 6 ปีที่แล้ว meepole เคยให้นักศึกษาทำวิจัยเอาจานอาหารเลี้ยงเชื้อไปรองรับลมที่พ่นออกจากเครื่องดังกล่าว แล้วมาบ่มเพาะ นศ.ได้เห็นชัดเป็นประจักษ์แก่สายตาว่า อี๋! อึ๋ย!! เชื้อสารพัดเต็มจาน ยังมีการทดลองแบบอยากรู้ของ meepole อีกหลายชิ้นงาน วันดีๆค่อยเอามาลงให้อ่านอีก

    เรื่องของเครื่องเป่าลม ไม่นานมานี้ก็ได้มีงานวิจัยตีพิมพ์ออกมาถึงอันตราย ข้อควรระวังแบบที่ meepole เคยทดลองมาก่อน (มันเป็นงานเล็กๆ ง่ายๆ แต่หากคนไทยพูดเสียงมันเบา ต้องฝรั่งพูด คนไทยจะเชื่อ มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ :) ลองอ่านดูในนี้นะคะเผื่อจะได้อย่างอื่นติดไปบอกต่อด้วย  http://www.th.kimberly-clark.com/thai/news-new-virus2.html

    เรื่องส้วมไฮเทคนี้คงอีกเป็นปี ต้องมีการใช้แพร่หลายก่อน แล้วไม่นานจะมีข่าวการติดเชื้อของส่วนล่าง ซึ่งแน่นอนว่าอันตรายกว่ามือเยอะเพราะบริเวณนั้นของคนมีช่องเปิด เนื้อเยื่อที่บอบบางต่อการติดเชื้อง่าย บางคนมีแผลไม่ว่าจากแผลริดสีดวง หรือหูรูดต่างๆหลังถ่าย หรือ... และหากเราไม่รักษาความสะอาดอุปกรณ์เหล่านั้นอย่างระวังทุกครั้ง อาจทำให้คนต่อๆไปได้รับเชื้อ และลองคิดดูว่าหากส้วมนี้นำไปใช่ในที่สาธารณะมันจะน่าขยองเพียงใด บรื๋อ!!!

    meepole มองในแง่การติดเชื้อ เพราะจบด้านเชื้อมา แต่ก็มีอีกหลายมุมมองซึ่งหาอ่านต่อได้จากที่มิตรจากแดนไกล (คนบ้านไกล) ผู้จุดประกายการเขียนเรื่องนี้ได้จาก http://www.gotoknow.org/blogs/posts/478386

    เรื่องนี้เป็นเพียงแง่คิดของ meepole ผู้ไกล้แก่เท่านั้น หากท่านใดยังคงสนใจจะซื้อสินค้าดังกล่าวก็แล้วแต่ความสบายใจ สบายกระเป๋า และมันอาจเหมาะสำหรับผู้ที่ร่างกายไม่สมบูรณ์จริงๆ ซึ่งก็อย่างที่บอกไว้ต้องเอาใจใส่ความสะอาดของอุปกรณ์ แต่หากตอนนี้ยังแข็งแรงปกติ ใช้อัตโนมือ น่าจะดีกว่า อย่างน้อยเก็บเงินไว้ซื้ออย่างอื่นที่จำเป็นกว่านะเอ่ย :) และหากวันใดที่ไม่อยากใช้แล้ว คงส่งต่อเป็นของมือสองไม่ได้ ก็เอาไปทำประโยชน์แบบที่เอารูปมาให้ดูข้างต้นได้เลยนะคะ



    ที่มาภาพ : bits-of-english.exteen.com

    Friday, 3 February 2012

    ชีวิตเสี่ยงภัยเมื่อหมดโปรโมชั่น 2

    by meepole

    เด็กกับความเสี่ยงต่อภาวะพิษสารตะกั่ว (ต่อจากตอนที่แล้ว)

    เชื่อไหมว่าพ่อแม่ไม่มีรู้เลยว่าลูกน้อยได้รับพิษจากตะกั่วไปแล้วจนกว่าจะสายเกินแก้...
    เพราะเมื่อเด็กคนหนึ่งได้รับพิษจากสารตะกั่วไปแล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจะอยู่ตลอดไป โดยเฉพาะสมองที่กำลังพัฒนาไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้ โดยหากเด็กได้รับสารตะกั่วเข้าสู่ร่างกายจากอาหารและน้ำดื่มเป็นระยะเวลานาน จะทำให้สมองมีการสูญเสียอย่างถาวร อีกทั้งพัฒนาการของเด็กจะยังคงล่าช้าเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน แม้จะได้รับการรักษาแล้วก็ตาม

    ร่างกายจะสามารถดูดซึมสารตะกั่วจากทางเดินอาหารได้ร้อยละ 11 ในผู้ใหญ่แต่สำหรับเด็กจะดูดซึมได้ร้อยละ 30-75 จึงทำให้เด็กมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ใหญ่ โดยไม่แสดงอาการใดๆให้เห็น และการวินิจฉัยภาวะตะกั่วเป็นพิษทำได้ค่อนข้างยากยาก

    เมื่อเด็กได้รับสารตะกั่วเข้าไปแม้เพียงเล็กน้อยจะส่งผลอันตรายต่อการพัฒนาการของสมองทันที มีงานวิจัยพบว่าพิษจากสารตะกั่วมีผลโดยตรงต่อระดับสติปัญญา สมองและระบบประสาทอย่างถาวรในเด็ก (Rogan et al, 2001) และ IQ จะลดลง 4.6 ถ้าระดับสารตะกั่วในเลือด น้อยกว่า 10 mcg/dLและลดลง 7.4 ถ้าระดับสารตะกั่วในเลือด มากกว่า10 mcg/dL ( Canfield et al, 2003)
    ที่มาภาพตะกั่ว images-of-elements.com

    แม้ว่าได้มีความพยายามที่จะลดสารตะกั่วออกจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเช่น การใช้น้ำมันที่ปราศจากสารตะกั่ว การใช้ท่อประปาที่ทำจาก PVC การรณรงค์ไม่ซื้ออาหารที่บรรจุด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ เป็นต้น แต่ก็ยังพบสารตะกั่วได้ในสิ่งแวดล้อม จากการตรวจเลือดเด็กในเมืองก็ยังพบสารตะกั่วในเลือดมากกว่าเด็กในชนบท จากงานวิจัยของ พญ จันทิมา ใจพันธ์และคณะ (2553) พบว่า 9.6% เด็กอายุ 2-6 ปี ในกรุงเทพมีระดับสารตะกั่วในเลือด มากกว่า 10 mcg/dL และพบว่า 27.4% ในเด็กอายุ 6-12 ในกรุงเทพมีระดับสารตะกั่ว ในเลือด มากกว่า 10 mcg/dL

    นอกจากนี้สารตะกั่วยังส่งผลต่อการตั้งครรภ์และทารกในครรภ์ หากมีสารตะกั่วปริมาณมากอาจจะทำให้เกิดแท้ง คลอดก่อนกำหนด เด็กที่เกิดมาจะมีน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ การทำงานของสมองจะพัฒนาช้า ปัญญาอ่อน ชัก

    เด็กได้รับตะกั่วจากไหน
    มักจะพบการปนเปื้อนของสารตะกั่วในอาหาร น้ำดื่ม และฝุ่นในอากาศ ภาชนะบรรจุ ของเล่นเด็ก สีผนังบ้าน ดินในสนามหรือสวน แม้กระทั่งในแป้งเด็กบางชนิด
    เนื่องจากพฤติกรรมของเด็กที่ใช้มือหยิบของเข้าปาก รวมถึงการมีกิจกรรมบนพื้นของเด็กที่มีการปนเปื้อนด้วยสารตะกั่ว จึงทำให้พบปริมาณสารตะกั่วสูงในเด็ก หรือกระทั่งอาศัยในบริเวณที่มีควันรถมาก 

    ดังนั้นการที่จะทำให้เด็กไทยพ้นภัยและห่างไกลจากพิษภัยของสารพิษจากพลาสติกและตะกั่วได้อย่างแท้จริงนั้น จะต้องทำให้พ่อ แม่และผู้ปกครอง เกิดความตระหนัก มีความรู้ ความเข้าใจถึงพิษภัยต่างๆ ที่แฝงมากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก

    ขณะเดียวกันหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง จะต้องให้ความสำคัญในการป้องกันและดูแลสิ่งแวดล้อมภายใต้ขอบเขตหน้าที่รับผิดชอบของตนเองอย่างเต็มความสามารถ เพื่อปกป้องบุตรหลานให้ปลอดภัย มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงและเติบโตสมวัย ไม่ไช่ทำเพื่อเรียกกระแส ตัดงบประมาณ รณรงค์เป็นคราวๆโดยไม่มีอะไรดีขึ้น   สำหรับเราผู้บริโภคต้องจำใส่ใจและตระหนักว่า

    ค่าใช้จ่ายในการรักษาสูงกว่าค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงแก้ไขสิ่งแวดล้อมให้ปลอดภัย ที่สำคัญพบว่าไม่มีระดับ สารตะกั่วในเลือดค่าใดที่ถือว่าปลอดภัยอย่างแท้จริง  เพราะพิษตะกั่วที่มีผลต่อสมองจะเกิดอย่างถาวรแม้ว่าจะทำการรักษาแล้วก็ตาม

    หมายเหตุ  หน่วย  mcg/dL คือ ไมโครกรัมต่อเดซิลิตร

    อ้างอิง:
    • พญ จันทิมา ใจพันธ์ และคณะกุมภาพันธ์ 2553. การศึกษาความเสี่ยงต่อการได้รับสารตะกั่วของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สังกัดของกรุงเทพมหานคร  มหาวิทยาลัยมหิดล
    • Banks, E. C., Ferretti, L. E., & Shucard, D. W. (1997). Effects of low level lead exposure on cognitive function in children: A review of behavioral, neuropsychological and biological evidence. NEUROTOXICOLOGY, 18(1), 237-282. 
    • Binns, Helen J. - Ricks, Omar Benton Helping Parents Prevent Lead Poisoning. ERIC Digest
    • Canfield RL, Henderson CR Jr, Cory-Slechta DA, Cox C, Jusko TA, Lanphear BP., 2003. Intellectual impairment in children with blood lead concentrations below 10 microg per deciliter, N Engl J Med.;348(16):1517-26.
    • Rogan, W. J., Dietrich, K. N., Ware, J. H., Dockery, D. W., Salganik, M., Radcliffe, J., Jones, R. L., Ragan, N. B., Chisolm, J. J., & Rhoads, G. G. (2001). The effect of chelation therapy with succimer on neuropsychological development in children exposed to lead. NEW ENGLAND JOURNAL OF MEDICINE, 344(19), 1421-1426. 
    • Yeoh B et al., 2009. Household interventions for prevention of domestic lead exposure in children, Cochrane summaries.
     

    Saturday, 28 January 2012

    ชีวิตเสี่ยงภัยเมื่อหมดโปรโมชั่น 1

     by meepole
    ที่มาภาพ: learners.in.th

    เมื่อวานสอนนักศึกษาวิชาชีวเคมีสิ่งแวดล้อมว่าด้วยเรื่องสารเคมีและสารพิษ ร่ายยาวไปทั้งสารพิษจากโรงงานอุตสาหกรรม จากการเกษตร ในที่สุดเข้ามาไกล้ตัวคือในบ้าน และท้ายสุดสารปนเปื้อนอันตรายในอาหาร สอนไปก็ถามเรื่องที่คิดว่าเขาน่ารู้เพราะเป็นข่าวครึกโครมเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่แล้ว ออกตรวจเข้มจริงจัง แต่ตอนนี้หมดโปรโมชั่น เงียบสนิท หากไม่ระวังก็ตัวใครตัวมันก็แล้วกัน

    คงเคยเห็นพาดหัวข่าวหรือได้ยินข่าวทำนองนี้ออกมาเป็นระยะๆ

    "หึ่ง!! เด็กอุ้มผาง มีสารตะกั่วในเลือดสูงเกินมาตรฐาน 60%" (ผู้จัดการออนไลน์ 25 สิงหาคม 2554 )หรือ  ..........สช. ชี้เด็กไทยยังเสี่ยงภัยจากสารพิษ "พลาสติก-ตะกั่ว"หนุนให้ความรู้ พ่อแม่-ชุมชน-ภาครัฐ ป้องกันการปนเปื้อน…………"สาธารณสุขอุดรฯ เตือนภัย สารตะกั่วในหม้อก๋วยเตี๋ยว"............  "อนามัย เตือนอันตรายตะกั่วจากหม้อก๋วยเตี๋ยวด้อยคุณภาพ ชี้ พิษสะสมมากเสี่ยงอัมพาต" (มิย. 2011) เป็นต้น อันนี้ทำเอาหม้อก๋วยเตี๋ยวไร้สารตะกั่ว หลายยี่ห้อทำเงินได้มากมาย

    คนไทยเมื่อได้ข่าวทำนองนี้ ไม่ว่าจากงานวิจัยหรือจากเมื่อมีคนเข้ารพ.แล้วออกข่าว ก็จะตื่นตัว ตื่นตูม จากนั้นก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมารับลูกต่อ ประชุม ตั้งงบ ประชาสัมพันธ์ รณรงค์ ให้สัมภาษณ์ ใช้งบ หมด เรื่องเงียบ หมดโปรโมชั่น รอรอบใหม่ ..มันเป็นเสียอย่างนี้สำหรับเกือบทุกเรื่อง เงินหมดทีละเป็นหลายสิบถึงร้อยล้านสำหรับการรณรงค์แก้ปัญหาเรื่องหนึ่งๆ แต่ก็ไม่ได้ผลต่อเนื่องเพราะคนไทยไม่ตระหนัก ไม่ใส่ใจคุณภาพชีวิตจริงจัง ประมาท ส่วนมากจะสนใจเมื่อไกล้แก่ หรือป่วยแล้วเท่านั้น มาแก้ที่ปลายเหตุ การระวังป้องกันไม่สนใจ

    เรื่องนี้มันไกล้ตัวเรามาก มันอยู่ในบ้านเราเลย แต่เรามักละเลย ลืม คิดไม่ถึง มันเลยเข้าไปสะสมในร่างกายเรา ลูกเล็กเด็กแดง จนตอนนี้มีข่าวสถิติที่เด็กไทย IQ เฉลี่ยต่ำกว่าเกณฑ์เป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงของอนาคตของชาติเลยทีเดียว


    โลหะหนัก: ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสุขภาพ

    โลหะหนักเป็นสารที่คงตัว ไม่สามารถสลายตัวได้ในกระบวนการธรรมชาติจึงมีบางส่วนตกตะกอนสะสมอยู่ในดิน ตะกอนที่อยู่ในน้ำ รวมถึงการสะสมอยู่ในสัตว์น้ำซึ่งเป็นพิษต่อสิ่งมีชีวิต ตัวอย่างโลหะหนักเช่น ตะกั่ว แคดเมียม ปรอท สารหนู

    โลหะหนักเป็นวัตถุดิบที่ถูกนำมาใช้ในหลายภาคส่วน เช่น ในด้านอุตสาหกรรม เราใช้โลหะหนักในการผลิตพลาสติก พีวีซี สี ถ่านไฟฉาย สำหรับทางด้านการเกษตร โลหะหนักเป็นส่วนผสมของยาฆ่าแมลงและปุ๋ย ขณะเดียวกันทางการแพทย์ใช้โลหะหนักเป็นส่วนผสมของยา อุปกรณ์ทางการแพทย์และเครื่องสำอาง

    โลหะหนักบางชนิดให้ทั้งคุณและโทษต่อสิ่งมีชีวิต ขึ้นกับชนิดของสิ่งมีชีวิตและปริมาณที่ได้รับเข้าไป ในชีวิตประจำวันเรามีความเสี่ยงต่อการนำโลหะหนักเข้าสู่ร่างกายผ่านทางการบริโภคอาหาร หรือดื่มน้ำที่มีสารเหล่านี้ปนเปื้อนอยู่

      ที่น่าตกใจกว่านั้นคือสารโลหะหนัก ตะกั่ว มีผลต่อสมองและพัฒนาการของเด็ก พูดให้ตรงคือผลต่อสติปัญญา ที่เรามักพูดว่า IQ นั่นเอง เราคงไม่อยากให้ลูกหลานเราเกิดมาแล้วมีพัฒนาการทางสติปัญญาต่ำกันไช่ไหมคะ งั้นคงต้องระมัดระวังกันให้มากเพราะกว่าจะรู้ตัวมักสายเสียแล้วจริงๆ  

    มีงานวิจัยมากมายมีการศึกษาและยืนยันตรงกันว่า ตะกั่วทำลายสมอง ไขกระดูก ระบบประสาท ตับ ไต หัวใจ  และทางเดินอาหาร ฯลฯส่งผลให้เกิดอาการ  ปวดศีรษะ รู้สึกสับสน ความจำเสื่อม ปวดกล้ามเนื้อ  โลหิตจาง  เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เกิดอาการตกเลือด  เกิดอาการเพ้อ  ชัก เป็นอัมพาต
    โดยปกติไม่ต้องห่วง (คิ คิ) เรามักจะมีตะกั่วอยู่ในกระแสเลือดไม่มากก็น้อยต่างๆกันอยู่แล้วเพราะสารนี้แพร่กระจายไปทั่วและมีในของใช้ ของกินในบ้านทุกบ้าน แต่กระนั้นเราจำเป็นต้องรู้ เข้าใจเพื่อลดความเสี่ยงที่จะได้รับมากขึ้นจนส่งผลอันตรายต่อชีวิต

    เราพบสารตะกั่วได้ที่ไหนในบ้านบ้าง
    ในน้ำดื่ม น้ำประปา ภาชนะหุงต้มที่เชื่อมด้วยสารตะกั่ว ภาชนะจัดเก็บอาหาร ภาชนะ ceramics ที่มีตะกั่ว  แก้วน้ำ ช้อน ยาสมุนไพร หมึก แป้งทาตัวเด็ก (จุ้ยฮุ้ง) ตะกั่วถ่วงน้ำหนักม่าน สารตะกั่วจากหนังสือพิมพ์ สีที่ทาบ้าน ของใช้สีจัด ของเล่นเด็ก เป็นต้น


    ตอนหน้ามาติดตามอ่านผลงานวิจัยเกี่ยวกับเด็กกับความเสี่ยงต่อภาวะพิษสารตะกั่ว
    และระดับการพัฒนาการของสมองกันต่อนะคะ    

    อ้างอิง                           
    • พญ จันทิมา ใจพันธ์ และคณะกุมภาพันธ์ 2553. การศึกษาความเสี่ยงต่อการได้รับสารตะกั่วของเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน สังกัดของกรุงเทพมหานคร  มหาวิทยาลัยมหิดล
    • Banks, E. C., Ferretti, L. E., & Shucard, D. W. (1997). Effects of low level lead exposure on cognitive function in children: A review of behavioral, neuropsychological and biological evidence. NEUROTOXICOLOGY, 18(1), 237-282. 
    • Binns, Helen J. - Ricks, Omar Benton Helping Parents Prevent Lead Poisoning. ERIC Digest
    • Canfield RL, Henderson CR Jr, Cory-Slechta DA, Cox C, Jusko TA, Lanphear BP., 2003. Intellectual impairment in children with blood lead concentrations below 10 microg per deciliter, N Engl J Med.;348(16):1517-26.
    • Rogan, W. J., Dietrich, K. N., Ware, J. H., Dockery, D. W., Salganik, M., Radcliffe, J., Jones, R. L., Ragan, N. B., Chisolm, J. J., & Rhoads, G. G. (2001). The effect of chelation therapy with succimer on neuropsychological development in children exposed to lead. NEW ENGLAND JOURNAL OF MEDICINE, 344(19), 1421-1426. 
    • Yeoh B et al., 2009. Household interventions for prevention of domestic lead exposure in children, Cochrane summaries.

    Friday, 13 January 2012

    ระวังของไม่หมดอายุ คนกิน(อาจ)หมดอายุได้


    เปรียบเทียบวันเดือนปี ขวามือกล่องที่ยังปกติ

    เมื่อสองสามวันที่แล้ว เป็นอันต้องแปลกใจกับสินค้าที่เห็นในภาพ เป็นผลิตภัณฑ์นมถั่วเหลืองยูเอชทีผสมงาดำยี่ห้อหนึ่งที่ทานค่อนข้างบ่อย เพราะอยู่ดีๆมันท้องป่อง (บวม) เลยเอามาดูวันที่ ก็เห็นว่าเขายังไม่หมดอายุเลย แต่อืดซะแล้ว เลยเอากล่องที่อยู่ข้างกันมาดู ก็พบว่าผลิตก่อนซะอีกแต่ ไม่อืดบวม เลยสรุปว่า กล่องบวมอืดนั้นคงมีอะไรผิดพลาดข้างใน และก้ไม่รู้ว่าอืดเมื่อไร ตั้งอยู่ที่ๆปกติที่เคยตั้งประจำและะเพิ่งเห็นตอนเช้า เลยถ่ายรูปไว้ แล้วก็ตั้งทิ้งไว้บนโต๊ะเตี้ยๆ จะดูว่าจะระเบิดได้ไหม?? ตามประสานักวิทย์อยากรู้ จนบ่ายแก่ๆ ได้ยินเสียงฟี๊ดๆ ฟิ๊ดๆๆ บริเวณที่นั่งทำงาน ก็เลยมองหาที่มา ก็เห็นเจ้ากล่องที่บวมนั้นมีน้ำไหลออกมาจากก้นกล่องได้ด้วย ค่อยๆหยดลงพื้น สรุปว่าเกิดแรงดันจากปฎิกิริยาการหมักจากข้างในเกิดแก๊ส จนสุดที่จะทานทนแล้ว จึงเรอออกมา ตายสนิท หุ หุ  ก็เลยคิดว่าจริงๆแล้วนี่มันยังไม่หมดอายุ โดยดูจากวันที่บนกล่อง มันติดเชื้อจากที่ใด เมื่อไร ??

    เปรียบเทียบอาการบวมให้เห็นว่าอ้วนๆๆๆ (ซ้ายมือกล่องปกติ)

     เอาเป็นว่าโชคดีที่ไม่ได้ทานเมื่อคืนหรือเมื่อวันก่อนหน้านั้น เพราะหากทานมันอาจออกอาการหมักในท้องแทน ล่ะก็เป็นเรื่องเหมือนกัน  เพราะมันบวม ๆๆๆๆ ฉุ!! เลยคิดว่าแม้ว่าของยังไม่หมดอายุ  แต่คนกินอาจหมดอายุได้ หากบังเอิญโชคร้าย เอาเป็นว่ามาเตือนให้ระวังสังเกตุ ก่อนจะทานอาหารเหลวกล่อง ก็ดูอายุเขาหน่อย และก็ทานคำแรกก็คงต้องสังเกตุรสชาดด้วย อย่าไว้ใจนัก อาจเกิดอุบัติเหตุเช่นนี้ได้ อันนี้ meepole บอกไม่ได้จริงๆว่าหากทานก่อนมันจะบวมมากนี่รสชาดจะเป็นยังไง  และก็เกิดได้กับทุกยี่ห้อ ทุกประเภทอาหารกล่องหรือกระป๋อง
    ดังนั้นเราผู้บริโภคควรต้องะวังกันเอง และก็อย่าเสียดายเงินไม่กี่บาท ถ้ารู้สึกผิดสังเกตุก็ทิ้ง ชีวิตเรามีค่ามากกว่าเงินสิบ ยี่สิบบาท และหากหาหมอ ก็... หลายร้อย  หุ หุ

    Tuesday, 3 January 2012

    โรคอันตรายที่อยู่ไกล้เรา..ลีเจียนแนร์ อีกครั้ง


    เมื่อวานและวันนี้ก็มีข่าวให้ตื่นตัว ตื่นตูม กันอีกครั้งเมื่อคนใหญ่คนโตป่วย นี่ถ้าเป็นชาวบ้านทั่วไปป่วยหรือตายจากเรื่องนี้ก็เป็นเพียงเรื่องที่ผ่านไป ไม่มีทางเป็นข่าวนอกจากตายเป็นสิบ  meepole เคยเขียนเตือนบอกเรื่องนี้กันแล้ว และก็บอกตัวเองทุกครั้งจนตอนนี้เป็นอัติโนมัติอยู่ในสมอง ลองอ่านข่าวนี้ค่ะ (ที่มาข่าวจาก http://news.thaipbs.or.th )

    พบเชื้อโรค "ลีจะแนร์" ในทำเนียบรัฐบาลฮ่องกง
    Wed, 04/01/2012 - 11:20
    รมว.ศึกษาธิการของฮ่องกงล้มป่วยด้วยเชื้อโรคระบาด "ลีจะแนร์" ซึ่งติดจากที่ทำการใหญ่ของรัฐบาลที่เพิ่งสร้างใหม่มูลค่าหลายหมื่นล้านบาท
    การตรวจสอบระบบน้ำทั่วที่ทำการใหญ่ของรัฐบาลฮ่องกงเกิดขึ้นทันที หลังมีแนวโน้มว่า รมว.ศึกษาธิการจะล้มป่วยด้วยเชื้อโรค "ลีจะแนร์" โดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขเปิดเผยว่า จากการสุ่มตัวอย่างในห้องน้ำ พบเชื้อโรค "ลีจะแนร์" สูงเกินมาตรฐานถึง 14 เท่า

    "ลีจะแนร์" เป็นเชื้อแบคทีเรีย โดยมีที่มาจากการระบาดของโรคปอดบวมในสหรัฐฯ เมื่อ 36 ปีที่แล้ว โดยระหว่างนั้นผู้เข้าร่วมประชุมองค์กรการกุศลที่มีชื่อว่า "อเมริกัน ลีเจี้ยน" ในเมืองฟิลาเดลเฟีย พากันติดเชื้อ และเนื่องจากเป็นเชื้อแบคทีเรียที่ไม่เคยพบมาก่อน จึงได้มีการตั้งชื่อแบคทีเรียที่พบใหม่นี้ว่า "ลีจะเนลล่า" โดยผู้ป่วยจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น และไอ
    แบคทีเรีย "ลีจะเนลล่า" ชอบอยู่ในน้ำอุ่น อุณหภูมิระหว่าง 25-40 องศาเซลเซียส ส่วนสาเหตุที่มาพบในที่ทำการใหญ่ของรัฐบาลฮ่องกง ซึ่งเป็นอาคารสร้างใหม่มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาทนี้ เจ้าหน้าที่ฮ่องกงก็อ้างว่า ก่อนเปิดอาคารไม่ได้ระบายน้ำสกปรกทิ้ง  (อันนี้คงเป็นข้อแก้ตัวที่ต้องทำ...แต่หากใครอยากทราบเรื่องราว สาเหตุ ข้อควรระวังของเรื่องนี้ ก็ขอให้ลองไปอ่านที่ meepole เขียน ไว้ที่

     

    โลกศิวิไลซ์...โรคศิวิไลซ์ 3

    โลกศิวิไลซ์...โรคศิวิไลซ์ !!!...ภัยเงียบ 1 และ 2

     เรื่องนี้เกิดได้ทุกที่ ไม่ว่าอาคารใหม่หรือเก่าไม่ไช่ประเด็น  แต่สภาพแวดล้อมการรักษาความสะอาดของสถานที่ อุปกรณ์เครื่องใช้ เป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะปัจจุบันที่ทุกอาคารติดแอร์ ใช้แอร์ระบบที่จ่ายต่อถึงกัน ซึ่งประหยัดแต่หากมีโรคติดต่อก็จะไปตามต่อที่อยู่แต่ละห้องหมด และตอนนี้ที่น่ากลัวยิ่งกว่าแต่เชื่อว่าไม่มีใครคิดถึงต้องรอให้มีข่าวเศร้าเกิดก่อน คือการที่สถานศึกษาตอนนี้ทุกแห่งจะมีแอร์ใช้ในห้องเรียนกันหมด กระทั่งเด็กอนุบาล ประถมก็ไม่เว้น ผู้ปกครองหลายคนถ้าไม่มีแอร์ก็ไม่อยากให้ลูกเรียนกลัวลูกลำบากแต่ไม่กลัวลูกติดเชื้อ เชื้อที่ว่าไม่จำเป็นต้องเป็นลีเจียนแนร์ แค่สารพัดหวัด  ไวรัสตับ และเด็กยังมีภูมิต้านทานน้อยกว่าผู้ใหญ่ ติดเชื้อง่าย แค่นี้ก็ทำให้เด็กๆอ่อนแอ ไม่แข็งแรงไปจนโตได้ทีเดียว เพราะเด็กแต่ละคนมาจากต่างครอบครัวที่มีสิ่งแวดล้อมด้านความสะอาดที่ต่างกัน ดังนั้นคิดอะไรให้รอบคอบเสมอ ยิ่งตอนนี้สังคมที่เราอยู่มีความหลากหลายของคุณภาพชีวิตมาก สุขอนามัยจึงถูกละเลยแม้ในสถานศึกษา

    Friday, 30 December 2011

    น้ำท่วม: อันตรายของการอบบ้านฆ่าเชื้อรา (Home Fumigation)



    มีคนถามคำถามนี้ว่า " มีการเขียนแนะนำในบางที่ในโลกออนไลน์เรื่อง
    การอบบ้านหลังน้ำท่วม (Home Fumigation) เชื่อได้หรือไม่ อันตรายหรือเปล่า"
    เมื่อ meepole รู้เรื่องแล้วก็เลยตามหาดูก็พบว่ามีข้อแนะนำดังกล่าวจริง อ่านดูแล้ว ไม่สบายใจ ทำเฉยก็ไม่สบายใจเพราะรู้ว่าสิ่งนั้นไม่ถูก อันตราย และอยู่ในสายวิชาการที่เรียนมาด้วย แล้ววางเฉย หากวันหนึ่งมีข่าวถึงตายเพราะการกระทำที่ไม่รู้นั้น ก็จะเกิดความรู้สึกผิด  ถึงแม้จะเขียนเตือนตรงนี้ในที่แคบๆ ที่ไม่ค่อยมีโลกภายนอกรู้จักนัก เพราะไม่ไช่คอลัมน์บันเทิง ก็ยังดีที่มีผู้ใส่ใจคุณภาพชีวิตจริงๆที่เจาะเข้ามาถึงตรงนี้ได้ หรือไม่ก็ทุกข์มากกับเรื่องหนึ่งๆที่เผชิญเช่น เชื้อราจึงเจาะมาเจอ แต่อย่างไรก็ตามก้หวังว่าผู้ที่เข้ามาในนี้ได้ คงเมตตา กรุณา นำไปบอกต่อเพื่อให้อีกหลายๆส่วนได้รับรู้เพื่อความปลอดภัยเช่นกัน (เพราะ meepole ขอจำกัดโลกของตัวเองไม่ออกไปใช้เส้นทางออนไลน์ต่างๆที่มากกว่านี้)  กลับมาที่เรื่องนี้ว่าเมื่อตามไปเจอพบข้อความเช่นนี้ค่ะ

    ......เตรียมตัวออกจากบ้านให้พร้อม
       5.
    นำผลึก ด่างทับทิม ใส่จานแบน ประมาณ 1 - 2 ช้อนชา
       6.
    ราดฟอร์มัลดีไฮด์ 10% ลงในจานด่างทับทิมให้พอท่วม จะเกิดไอแสบจมูก

    เอามาให้อ่านแค่นี้เพราะตรงนี้เป็นประเด็นหลัก  ..ก็ขอบอกว่าที่เขียนตรงนี้ก็ไม่ถูกต้องแล้ว แล้วอะไรคือที่ถูก ก็ตามอ่านข้างล่างนี้ ก็จะสามารถสรุปได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ไม่ถูก

      หากจะถามว่าสามารถทำ Home Fumigation ได้ไหม ..โดยทฤษฎีทำได้ แต่จะได้ผลอย่างไร  อันตรายไหม ควรทำไหม คุ้มไหม เป็นอีกเรื่อง ดังนั้น meepole ขอตอบว่า


    หลักการที่เขาแนะให้ทำนี้เป็นสิ่งที่เขาใช้กับห้องปฎิบัติการ หรือห้องวิจัยที่ต้องการความสะอาดมาก ไม่ต้องการให้เชื้อปนเปื้อนในอากาศ และโดยเฉพาะเชื้อรา  การฆ่าเชื้อราในที่จำกัด เฉพาะที่จึงทำเช่นนี้และทำโดยนักวิทยาศาสตร์ หรือผู้มีความเข้าใจในเรื่องอันตรายของสารที่จะนำมาใช้ผสมกันดีพอควร มีเครื่องป้องกันตัว และมีข้อควรระวัง meepole จึงขอให้ข้อมูลดิบดังนี้
    อันตราย จาก Formaldehyde 
    • Formaldehyde gas fumigation คือ การฆ่าเชื้อจุลินทรีย์โดยการอบ/รมควันด้วยก๊าซ ฟอร์มาลดีไฮด์
    • ก๊าช Formaldehyde มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ทุกชนิด รวมทั้ง spore ในสภาวะที่อุณหภูมิสูงกว่า 20 C
    การทำให้เกิดก๊าซ Formaldehyde
      Formalin + น้ำ + Potassium permanganate   เกิดเป็น ก๊าซ Formaldehyde (ที่บอกว่าเกิดไอแสบจมูกคือก๊าซนี้นี่เอง) ปฎิกิริยานี้สามารถเกิดปฏิกริยาที่รุนแรง ไฟไหม้  ระเบิด และเกิดอันตราย!!!!
      อันตรายของก๊าซ Formaldehyde
    • เป็นสารพิษต่อระบบประสาท (Neuro toxin) ทำให้นอนไม่หลับ
    • ทำให้ไอ ปวดศีรษะ คลื่นไส้ และ เลือดออกทางจมูก
    • Formaldehyde ในอากาศ ที่ความเข้มข้นมากกว่า 0.1 ppm ก่อให้เกิดอาการระคายเคืองตา และ เยื่อบุ ทำให้แสบตา น้ำตาไหลและหากสูดดมจะทำให้ ปวดศีรษะ แสบไหม้คอ หายใจลำบาก และ กระตุ้นให้เกิดอาการหืดหอบ
    • เป็นสารก่อภูมิแพ้ (Allergen)
    • เป็นสารก่อมะเร็ง (Carcinogen)
    ข้อต้องปฎิบัติ ผู้ที่จะทำ Formaldehyde fumigation
    • - จะต้องได้รับการฝึกอบรมเพื่อให้รู้จักสาร อันตราย และความเข้มข้นที่ใช้ อันตรายและ การควบคุม เป็นต้น
    • - สวมใส่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล
    เวลาที่ใช้ในการอบฆ่าเชื้อ
    •  ก๊าซ Formaldehyde ออกฤทธิ์ช้าในการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ดังนั้นจึงต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
    • หากใช้ Formaldehyde > 1,000 ppm ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 7 ชั่วโมง
    • แต่อย่าลืมว่าตามข้อบังคับ ควบคุมในห้องปฎิบัติการเตือนว่า
       COHSS Regulations
      “ Maximum Exposure Limit 2 ppm (2.5 mg/m3)”  ข้อจำกัดที่ได้รับไม่ควรเกิน 2 ppm เท่านั้น
    • ppm คือส่วนในล้านส่วน (part per million )

    ดังนั้นจะเห็นว่ามีหลายประเด็นที่ไม่ได้คิดถึง ต้องมีการคำนึงถึงความเข้มข้นต่อพื้นที่ด้วย และสารที่ใช้คือฟอร์มาลิน ส่วนก๊าซที่เกิดคือฟอร์มาลดีไฮด์  และหากเตรียมไม่ถูกต้องก็อันตราย และที่มีข่าวไฟไหม้เกิดขึ้นจากการอบบ้านด้วยวิธีนี้ ก็เพราะไม่เข้าใจปฎิกิริยาเคมีที่เกิดต่อเนื่องนั่นเอง

    นอกจากนี้ก๊าซนี้ที่เกิดขึ้น สำหรับคนที่ไม่รู้จักก็คิดง่ายๆเพียงว่าเปิดหน้าต่างก็หมดไป มันคงไม่เช่นนั้น มันมีการตกค้าง กลิ่นที่ถูกวัสดุดูดซับอีก มันจึงมีการใช้สารและบางวิธีการในการลดพิษดังกล่าว แต่meepole ไม่ขอนำมาเขียน เพราะไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้กับบ้านอยู่อาศัยของเรา เพราะมันมีโทษมากกว่า  ทราบแล้วช่วยกันบอกต่อ ก่อบุญนะคะ :)

    ดังนั้นการที่คนนำมาเผยแพร่ซึ่งอาจได้รับต่อๆกันมาอีก และไม่ไตร่ตรอง ค้นคว้าก่อน แทนที่จะเกิดผลดี กลับอันตรายมาก ดังนั้นการบอกต่อๆเกี่ยวกับอะไรที่ต้องใช้สารเคมี ต้องระมัดระวังค้นคว้าอ่านให้ดีทั้งผู้ส่งข่าวและผู้เผยแพรต่อ บางครั้งไม่ได้บุญแล้ว ยังก่อบาปไม่รู้ตัวอีกด้วย